Archive for the ‘ทด’ Category
หึง
อ่าน ‘ปาจารยสาร’ ฉบับสัมพันธเพศ ได้ความรู้และข้อชวนขบคิดหลายเรื่อง ขอทดเรื่องนี้เก็บไว้ก่อน จากบทความของ ดร. ฮอร์เก เอ็น. เฟร์เรร์ แปลโดย คุณอริสา สุมามาลย์ (ข้อความด้านล่างนี้เรียบเรียง แต่งเติม และต่อเติมตามความเข้าใจของตัวเอง) … ความหึงหวงน่าจะเกิดขึ้นมาในช่วง 3.5 ล้านปีมาแล้ว เพศชายหึงหวงเพราะต้องการมั่นใจว่าตัวเองเป็นพ่อเด็ก และหลีกเลี่ยงที่จะต้องใช้ทรัพยากรต่างๆ ที่หามา ไปเลี้ยงลูกหลานของชายอื่น เพศหญิงหึงหวงเพื่อจะได้มั่นใจว่าตนจะได้รับการปกป้อง จากคู่ครองที่มั่นคง เพราะเขาคนนั้นคือคนออกไปหาอาหาร มาให้ตนและลูก เราจึงหึงหวงเพื่อตนเองทั้งนั้น มีบ้างที่ห่วงลูก แต่ที่จริงแล้ว การห่วงลูกของมนุษย์ ก็คือสัญชาตญาณในการคงเผ่าพันธุ์ของตัวเองสือต่อไป อยากฝากดีเอ็นเอของฉันไว้บนโลกใบนี้ ไม่ให้สูญสลายไปกับซากศพเน่าๆ ของตัวเองตอนแก่ตาย สาเหตุของความหึงหวงคือต้นกำเนิดเดียวกับสาเหตุ เบื้องหลังของความต้องการ “ผูกขาด” หรือ “เป็นเจ้าของ” ซึ่งก็คือ “การมีคู่ครองคนเดียว” ความเห็นแก่ตัวเพื่อดำรงพันธุกรรมถูกฝังลึกลงไปในธรรมชาติของมนุษย์ … ชุมชนเคริสต้า ในชนบทเมืองซานฟรานฯ (สลายตัวปี 1991) บัญญัติศัพท์ที่มีความหมายตรงข้ามกับคำว่า “หึงหวง” คือคำว่า “compersion” เป็นความรู้สึกยินดีในความสุขของคนที่เรารัก ขณะที่พวกเขากำลังแบ่งปันความสุขให้แก่กัน [...]
ทด: ช็อปปิ้งแถวบ้าน
จากคอลัมน์ “โลกหมุนเร็ว” โดย เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนในท้องถิ่นจะคืนกำไร กลับไปสู่ท้องถิ่นมากกว่าธุรกิจจากต่างถิ่นถึงสองเท่าตัว สตาร์บัค ที่เพิ่งเปิดสาขาที่ซีแอตเติล ในวอชิงตัน แทนที่จะตั้งชื่อว่า “สตาร์บัค” กลับตั้งชื่อว่า “15th Ave. Coffee & Tea” และเอ่ยอ้างว่าผูกพันมั่นคงกับชุมชน เงิน 100 เหรียญที่ใช้ไปในการซื้อหนังสือที่ร้านท้องถิ่นนั้น 45 เหรียญจะกลับไปยังท้องถิ่น เช่น เป็นค่าเงินเดือนพนักงาน ซึ่งจะไปใช้จ่ายในการซื้อของท้องถิ่นต่อไป แต่ถ้าเงิน 100 เหรียญถูกใช้จ่ายไปที่ร้าน Borders เพียง 13 เหรียญเท่านั้นที่จะหมุนเวียนอยู่ในเมืองออสติน (Steve Bercu เจ้าของร้าน BookPeople เรียกบริษัทมาทำวิจัย) … เพื่อนบางคนของผม นิยมซื้อน้ำซื้อหนมจากร้านโชห่วยข้างทาง มากกว่าวิ่งเข้าร้านติดแอร์ เป็นการช่วยให้เขามีรายได้อยู่ต่อไป และรายได้ก็น่าจะวนเวียนอยู่ภายในชุมชน เงินไม่ไหลไปไกล ร้านหนังสือก็เหมือนกัน ถ้ามีร้านหนังสือเล็กๆ ใกล้บ้านก็น่าซื้อกับเขา เพราะเดี๋ยวเงินเราก็อาจจะไหลกลับมาเข้ากระเป๋า ดีกว่าปล่อยให้มันไหลไปอยู่ในกระเป๋านายทุนใหญ่ ที่ล่องเรือยอร์ชอยู่แถวไหนของโลกก็ไม่รู้!
ทด: เขตแดน 3 ยุค
จากคอลัมน์ “ยุทธบทความ” โดย สุรชาติ บำรุงสุข พรมแดนเป็นเส้นที่ชี้ให้เห็นถึงชีวิตทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน พรมแดนยังถูกสร้างให้มีความผูกพันอยู่กับทั้งความเป็น “มาตุภูมิ” และ “ปิตุภูมิ” ของดินแดน ดินแดนในความหมายของอาณาเขตคือ “จุดกำเนิด” ของชีวิตทั้งปวง ทำให้เกิดกระเปรียบเทียบ ประเทศ เป็นทั้ง “แม่” และ “พ่อ” ของทุกชีวิตที่อยู่ภายในพื้นที่อาณาเขตเดียวกัน พัฒนาการของพรมแดนสามช่วงใหญ่ๆ 1.ยุคโรม “ความเป็นอาณาเขต” ของโรมวางอยู่บนหลักการสำคัญสองประการ 1) ความเป็นเจ้าของ 2) อำนาจที่แบ่งแยกไม่ได้ (ใช้ก้อนหินเป็นเครื่องหมายของพรมแดน) 2.ยุคกลาง (คริสตวรรษที่ 6-11) อำนาจอยู่กับศาสนจักร วางรากฐานการจัดระเบียบทางโลกของศาสนจักร เส้นแบ่งเหล่านี้คือเส้นที่ใช้กำกับความจงรักภักดีของผู้ที่อาศัยอยู่ภายใต้การปกครอง การควบคุมของขุนนางหรือผู้ครองนครนั้น รวมถึงเรื่องระบบศาลและระบบภาษี 3.ยุคของรัฐสมัยใหม่ สันตะปาปากับจักรพรรดิของราชอาณาจักรขัดแย้งกันบ่อย ลงเอยด้วยการจัดตั้งรัฐสมัยใหม่ รัฐไม่ต้องยอมรับความเป็นใหญ่ของอำนาจรัฐอื่น หรือแม้แต่อำนาจที่เป็นสากลของศาสนจักร ผู้ปกครองสามารถกำหนดการนับถือศาสนาสำหรับผู้อยู่ภายในรัฐของตนได้ พัฒนาไปสู่อำนาจอธิปไตย รัฐควบคุมการผ่านพรมแดนเข้าสู่ภายในอาณาเขตของรัฐตนได้ ซึ่งก็คือด่านตรวจคนเข้าเมืองนั่นเอง อันเป็นสัญลักษณ์ของการบังคับใช้กฎหมาย สำหรับบุคคลและสินค้าที่จะผ่านเข้าสู่รัฐหนึ่ง จากพื้นที่ของอีกรัฐหนึ่ง (อยากรู้พัฒนาการเรื่องเขตแดนของโลกฝั่งตะวันออกบ้าง)
ความมั่งคั่งปฏิวัติ (1)
ข้อความทั้งหมดนี้นำมาจาก Revolutionary Wealth Alvin & Heidi Toffler สฤณี อาชาวนันทกุล แปล *ในวงเล็บเป็นเพียงความคิดส่วนตัวที่ทดเก็บไว้ คำนำผู้แปล การสร้างสรรค์โลกที่ดีกว่าเดิมน่าจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความหวัง ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้ายจนรู้สึกว่าไม่มีทางที่เราจะทำอะไรๆ ให้ดีกว่าเดิม “ไม่มีคนที่มองโลกในแง่ร้ายคนไหนที่เคยค้นพบความลับของดวงดาว หรือล่องเรือไปยังดินแดนที่ยังไม่มีใครสำรวจ หรือเปิดประตูสรวงสวรรค์ใหม่ให้กับจิตวิญญาณของมนุษย์” – เฮเลน เคลเลอร์ (นักเขียนตาบอด+หูหนวก) บทที่หนึ่ง วันนี้เราถูกโจมตีด้วยอีเมลและบล็อก อีเบย์ จนทำให้เราทุกคนกลายเป็นนักการตลาด ความพยายามที่จะหลบหนีหรือย่างน้อยก็ลืมสถานการณ์ที่สับสนวุ่นวาย ทำให้คนหลายล้านคนหันไปพึ่งโทรทัศน์ สื่อที่ “เรียลลิตี้ทีวี” นำเสนอความจริงแบบจอมปลอม…คนเล่นเกมออนไลน์จ่ายเงินจริงๆ หลายพันล้านดอลลาร์เพื่อซื้อดาบเสมือนที่ไม่มีอยู่จริง (เส้นแบ่งระหว่างจริง-ไม่จริงพร่าเลือนไปทุกที) ความสับสนเป็นบ่อเกิดไอเดียใหม่ๆ เราต้องไม่มองแต่งานที่เราทำเพื่อเงิน แต่ต้องวิเคราะห์งานที่เราไม่ได้เงิน งานที่เราทำในฐานะ “ผู้ผลิต-ผู้บริโภค” วัฒนธรรมอเมริกันส่งเสริมความเป็นปัจเจกที่เข้มข้นกว่าเดิม หลายคนมองว่ามันคุกคามชุมชน …ล่อลวงให้เยาวชนไม่เชื่อในอะไรเลย (nihilism) เวลางานกับนอกเวลางานคลุมเคลือมากขึ้น คนหลายล้านทำงานที่บ้าน เส้นแบ่งบ้านกับที่ทำงานไม่ชัดเจนอีกต่อไป ในอีกไม่กี่ปี นิยามของ “บริษัท” ที่ดี่ที่สุดอาจขึ้นอยู่กับว่าใครเข้าถึงข้อมูลอะไร ใครได้รับส่วนแบ่งรายได้จากกิจการไหนในช่วงเวลาใด บริษัทอาจไม่มีพนักงานในความหมายดั้งเดิมหลงเหลืออยู่เลยก็ได้ ผู้บริโภคกลายเป็นผู้ผลิตเสียเอง (แต่งเพลงเองจากการตัดต่อเพลงที่มีอยู่) เส้นแบ่งระหว่างข่าวกับรายการบันเทิงพร่าเลือน “พิธีกรข่าวแนวตลก” [...]
น้องแก้มกับน้องเอ๋และน้องอื่นๆ
ตื่นมาอ่าน ‘วิภาษา’ นิตยสารวิชาการอ่านสนุกตั้งแต่เช้า ได้อ่านบทความ “หนูเป็นใครในห้องอนุบาล”: วิธีสร้างอัตลักษณ์ในพื้นที่ของชั้นเรียน ของคุณพิชามญชุ์ ทิพยพัฒนกุล แล้วตาสว่างเหมือนได้อ่านกาแฟ ฮ่าฮ่า เหมือนดื่มกาแฟด้วยตานั่นแล มีหลายแง่มุมที่น่าบันทึกไว้ให้ตัวเองจดจำ เช้าวันนี้ขอบันทึกเรื่องเกี่ยวกับ ‘ตัวตน’ ของน้องแก้มที่เกิดจากความเก่งของเธอก่อนละกัน คุณพิชามญชุ์เล่าถึงเด็กคนหนึ่งที่มีความสามารถด้านการวาดภาพ หากวันไหนที่ครูสั่งให้วาดภาพส่ง ภาพของเธอจะได้ติดโชว์บนบอร์ดหน้าชั้นเรียนทุกครั้ง น้องแก้มจึงชอบวาดภาพมาก พอคัดไทยหรือเขียนหนังสือเสร็จ น้องแก้มก็จะใช้เวลาช่วงก่อนกินข้าวกลางวันและก่อนกลับบ้านมาวาดรูปเล่น เธอภูมิใจกับรูปวาดของตัวเองมาก น้องแก้มรู้ตัวว่าตัวเองมีความสามารถด้านการวาดรูปที่โดดเด่นจากการมีปฏิสัมพันธ์กับครู คำพูดคำชมของครูว่า “สวยจริงๆ ค่ะ” หรือ “เพื่อนๆ ดูรูปของน้องแก้มสิ สวยจังเลย” หรือ “โอ้โห สวยจัง เดี๋ยวเอาไปติดโชว์ที่บอร์ดนะ” ไม่ใช่แค่คำพูดแต่เป็นสีหน้าท่าทางชื่นชมกับผลงานของเธอและสายตาของเพื่อนๆ ที่มองมาที่รูปอย่างสนใจ พอรู้ว่าตัวเองได้รับความชื่นชมขนาดนี้ น้องแก้มจึงแสดงความสามารถนี้ในแทบทุกโอกาส หากมองว่าการวาดรูปคืออัตลักษณ์ ที่น้องแก้มสร้าง การพยายามวาดรูปอยู่เสมอก็คือการธำรงอัตลักษณ์นั้นไว้ให้คงอยู่ ประโยคสุดท้ายข้างบนนั้นแปลง่ายๆ ได้ว่า น้องแก้มสร้างตัวตนของตัวเองในสายตาคนอื่นว่าเป็นคนวาดรูปเก่ง และพยายามรักษาตัวตน “วาดรูปเก่ง” นั้นไว้ด้วยการวาดรูปอยู่เสมอ ตัวตนของพวกเรานั้นเริ่มสร้างกันจริงๆ จังๆ ก็เมื่อเราเข้าไปอยู่ท่ามกลางคนจำนวนมากที่แตกต่างกันไป ดูเผินๆ ก็คล้ายๆ กัน ก็ “คน” [...]
