Archive for the ‘กวี’ Category
ฝน
เธอนั่งอยู่ในห้อง ฝนตก ฝนตก ฝนตก เธอนั่งอยู่ในห้อง ฝนตก ฝนตก ฝนตก เธอยังนั่งอยู่ในห้อง ฝนยังคงตก ฝนยังคงตก ฝนยังคงตก ตก ตก ตก ฝน ฝน ฝน ฝนกระเด็นเข้ามา ตาของเธอเปียก หยดน้ำ หยดน้ำ หยดน้ำ ตาของเธอเปียก ฝนกระเด็น หยดน้ำ หยดน้ำ หยดน้ำ ฝนจากข้างนอก เธออยู่ข้างใน หน้าต่าง! หน้าต่าง! หน้าต่าง! หน้าต่างนั่นเอง! ที่เปิดให้ฝนเข้ามา! ฟ้ามืด ฝนตก ตาของเธอเปียก ปิดหน้าต่าง! เธอปิดหน้าต่าง ปิดผ้าม่าน! เธอปิดผ้าม่าน ห้องมืด ห้องเงียบ เหมือนไม่มีฝน เหมือนฝนหยุดตก ไม่มีหยดน้ำฝน ไม่มีหยดน้ำ ไม่มีหยด ไม่มี ไม่ ห้องเงียบ ห้องมืด เงียบ เงีย [...]
หิน
บางครั้งความมหัศจรรย์ซ่อนตัวอยู่ในความธรรมดา เช่นกันกับที่บางคราความธรรมดาก็ซ่อนอยู่ในความมหัศจรรย์ เมื่อเห็นหินวางซ้อนอยู่บนหิน ดวงตาหลายคู่ลุกวาว ดวงใจหลายดวงเต้นถี่ สมองนึกตรองคำถาม–ด้วยฝีมือแห่งความมหัศจรรย์อันใด? ดูเผินๆ คล้ายความมหัศจรรย์ หากมองมันด้วยข้อจำกัดแห่งศักยภาพของมนุษย์มือเปล่า แต่หากมองด้วยใจที่ว่างเปล่า ด้วยตาดวงเดียวกับจักรวาล อาจพบว่ามันเป็นความธรรมดาประการหนึ่ง เป็นความธรรมดาเช่นเดียวกับที่หินหลายก้อนวางซ้อนกันอยู่บนหินก้อนใหญ่ หินก้อนใหญ่ที่มนุษย์มักจะลืมไปว่ากำลังเดินดุ่มอยู่บนนั้น หินที่มีชื่อว่าโลก ไกลโพ้นออกไปหลายปีแสง หินอีกก้อนหนึ่งส่องแสงสว่างมายังโลกใบนี้ ดูคล้ายความมหัศจรรย์ คล้ายเป็นแหล่งพลังให้สรรพชีวิต หากแต่ถ้ามองด้วยสายตาแห่งดวงอาทิตย์ มันไม่ได้คิดไม่ได้ตั้งใจที่จะฉายแสงส่องมาเพื่อใครทั้งนั้น เป็นไปโดยธรรมดา ใช่หรือไม่ว่า-ดวงอาทิตย์ก็เป็นหินก้อนหนึ่ง ใช่หรือไม่ว่า-มนุษย์ก็เป็นธุลีหิน ภาพนี้จึงเป็นเรื่องของหินทั้งสิ้น ทั้งสิ่งที่จ้องมอง สิ่งที่ถูกมอง สิ่งที่ส่องแสง เช่นกันกับจักรวาลแห่งหิน เป็นสิ่งมหัศจรรย์พอๆ กับที่มันเป็นสิ่งธรรมดา ไม่มีหินก้อนใดยิ่งใหญ่ไปกว่าหินก้อนใด ไม่ว่าหินก้อนไหนก็เคยเป็นหนึ่งเดียวกันมาก่อน ก่อนที่จักรวาลจะได้ยินคำว่า หิน โลก ดวงอาทิตย์ และมนุษย์ ก่อนที่นามสมมุติทั้งหลายจะเกิดขึ้น ก่อนที่หินจะถูกเรียกว่า ‘หิน’ ทุกสิ่งล้วนเป็นไปโดยธรรมดา มีเพียงมนุษย์ที่เรียกมันว่า ‘หิน’ ตัวมันเองไม่เคยโอ่อ้างขนานนามตัวเอง มันเป็นเพียงสิ่งนั้น เป็นหนึ่งเดียวกันกับสรรพสิ่ง มิใช่หิน มิใช่สิ่งมหัศจรรย์ มิใช่สิ่งสามัญธรรมดา มิใช่สิ่งใดเลย.
กระดาษเปล่า
ที่รัก–ฉันอยากฝากกระดาษเปล่าไปถึงเธอ เหมือนเสียงละเมอที่เธอไม่ได้ยิน ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้ยินเช่นกัน มันล่องลอยออกมาตอนหลับฝัน มีเพียงดวงจันทร์เท่านั้นที่สดับรู้ ฉันอยากบรรจงเขียนกลอน สอดไว้ใต้หมอนรอเธออ่านตอนตื่น เพื่อหยุดหยดน้ำตาชื้น เมื่อเธอได้ตื่นขึ้นมากวาดตาสัมผัสมัน ที่รัก–ฉันอยากถ่ายภาพเธอตอนหลับ แล้วพับเก็บไว้ในลิ้นชักของหัวใจ ไม่มีใคร ใช่-ไม่มีใครจะมีวันได้เห็นภาพถ่ายนั้น มีเพียงฉันที่ถ่ายมันเก็บไว้ด้วยนัยน์ตา ที่รัก–ฉันอยากวาดภาพเธอด้วยสีน้ำ แต่เกรงว่า ร่างกายของเธอจะระเหยไปจากกระดาษ ทันทีที่ฉันวาดภาพนั้นเสร็จ ที่รัก–เธอคือความฝัน ที่จูงมือฉันแล้วชวนกันมุ่งหน้าไปยังดินแดนอันห่างไกล ไกลเกินขอบฟ้า หากอยากไปถึงต้องหลับตาลง ที่รัก–เธอหยิบยื่นกระดาษเปล่า เอ่ยปากถามเรื่องราวจากฉัน “หน้าถัดไปจะเป็นอย่างไร” ฉันยิ้มให้กับความไร้เดียงสา แล้วจึงตอบไปว่า “ใครบ้างกำหนดเรื่องราวในกระดาษเปล่าได้” กระดาษเปล่าสักกี่แผ่นที่จะว่างเปล่าไปตลอดกาล ฉันไม่ใช่นักเขียน ไม่ใช่กวี ไม่มีฝีมือด้านการวาดภาพ เป็นเพียงคนที่อยากบรรจุสิ่งสวยงามเก็บไว้ แม้สุดท้ายสิ่งสวยงามนั้นจะกลายเป็นความว่างเปล่าก็ตาม ท่ามกลางความมืด เธอเอ่ยถาม “ความว่างเปล่าคืออะไร” แล้วทันใด แสงอาทิตย์ก็ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้า หลังจากนั้นไม่นาน ความว่างเปล่าก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เสียดายที่เธอไม่ได้เห็นมัน มีเพียงฉันที่กอดมันไว้ กอดความว่างเปล่าและกระดาษเปล่าที่ไม่ ‘เปล่า’ อีกต่อไป และจะไม่มีวัน ‘เปล่า’ ไปตลอดกาล.
อากาศ
อากาศ เธอเคยเห็นฉันไหม ฉันล่องลอยไปทุกที่ บางคนบอกว่าฉันมีอิสระเสรี บางทีอาจจะใช่ อากาศ เธอสัมผัสถึงฉันไหม ลองสัมผัสลมหายใจ ที่สูดเข้าไปแล้วหายใจออกมา เข้า–แล้วก็ออก เธอบอกฉันว่า ขาดฉันเธอคงไม่มีชีวิต ฉันคิด เกือบจะดีใจกับคำกล่าวนั้น ดูเหมือนว่าฉันจะมีความสำคัญ แต่ฉันเป็นเพียง–อากาศ ฉันไม่มีบ้าน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครอยากกอดฉัน อิสระ–จริงอยู่ฉันมีสิ่งนั้น แต่ฉันยังขาดไร้อีกหลายสิ่งเหลือเกิน หลายครั้งฉันอยากโอบกอดเธอ–ที่รัก แต่ฉันทำได้เพียงพัดผ่าน ลูบไล้ผิวกายของเธอเพียงแผ่วเบา ฉันอยากหยุดสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้นไว้ ตราบนานเท่านาน แต่ฉันเป็นเพียง–อากาศ หากอยากทำให้เธอ ‘รู้สึก’ ฉันต้องเคลื่อนไหว และพัดพา มา–แล้วก็ไป กับสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง ได้โปรดสัมผัสฉันก่อนที่จะเคลื่อนกายผ่าน กางนิ้วทั้งห้าอันเนียนนุ่มสัมผัสร่างกายล่องหนของฉัน เธอเห็นฉันไหม–ที่รัก หลับตาสิ เส้นผมที่ปลิวไหว เพราะฉันลูบไล้แผ่วเบา ขนตาหลายเส้นสวยของเธอ ฉันบรรจงปัดผงฝุ่นที่เกาะอยู่ให้หลุดลอยไป ธุลีใดๆ ก็ไม่อยากให้มาอยู่บนร่างกายเธอ ได้โปรดโอบอุ้มฉันไว้ด้วยเถิด รอรับฉันก่อนที่ฉันจะร่วงหล่น ล่องลอย ล่องลอย และล่องลอย อากาศ–ไร้จุดหมาย ไร้จุดเริ่มต้น ฉันเพียงแขวนลอยอยู่กับความว่างเปล่า ความว่างเปล่าและความเงียบ ฉันส่งเสียงให้เธอได้ยิน บางครั้งฉันอาศัยเสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้ง เธอมองใบไม้อย่างตั้งใจ [...]
ข้างนอกนั่น ใบไม้ร่วง ทุกวัน
ข้างนอกนั่น ใบไม้ร่วง ทุกวัน มีเมฆก้อนไหน เคยอยู่ค้างฟ้า ถึงเช้าวันพรุ่งนี้บ้าง ผมดำ กลายเป็นขาว แก้มใสๆ เหี่ยวย่น ไม่นานหรอก ไม่นานนัก กลางวัน บ่าย กลางคืน กลางคืนมืด สงบ เงียบสงัด เราต่อสู้กัน เพื่อลงไปนอน เราถกเถียง เพื่อความว่างเปล่า กลางคืน หนาวกว่า กลางวัน กลางวันมีพลัง ทว่าบางครั้ง ก็ร้อนเกินไป ถุงเท้ากลายเป็นรู รองเท้าพื้นเปิด เดินมามาก หมวกใบนั้นซีด ถ่านไฟฉาย โรยแรง อย่าเศร้า ที่รัก อย่าเศร้า เจ้าอยู่บนโลกนี้มาเป็นเวลากำลังดี เงินตรา กลายเป็นกระดาษ เมื่อมองมันด้วยสายตาแห่งวินาทีสุดท้าย ลมหายใจ กลายเป็นสิ่งมีค่าที่สุด ความรัก ใครสักคน กับการกุมมือ ใครบ้างอยากจากโลกนี้ไปอย่างโดดเดี่ยว จงยินดีเถิด ที่มีคนกุมมือ กระทั่งลมหายใจสุดท้ายของชีวิต คนที่กุมมือเรา ใครจะกุมมือเขา ในวันที่เราไม่อยู่ คำก่นด่า ไร้ความหมาย [...]
บ่นบนบล็อก
ชีวิตเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อไหร่ที่พยายามทำให้มันพิเศษ ชีวิตจะยุ่งยาก หัวไหล่ของคนเราไม่ใหญ่นัก ไม่ควรแบกรับอะไรมากเกินไป คนเก่งมีทุกข์ของคนเก่ง คนไม่เก่งมีทุกข์ของคนไม่เก่ง คนเก่งไม่มีจริงหรอก เก่งเรื่องนี้ก็ไม่เก่งเรื่องนั้น คนไม่เก่งก็ไม่มีจริง มีแต่คนที่ยังไม่เก่ง ความคาดหวังของคนอื่นนั้นหนัก แต่ยังไม่หนักเท่าความคาดหวังของตัวเราเอง ท้องฟ้าสวย เพราะมันไม่เคยซ้ำกันสักวัน ชีวิตก็เหมือนกัน สามร้อยหกสิบห้าวัน ยิ้มได้สักสามร้อยวันถือว่าปีนั้นเป็นปีที่ดี คนที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง เรายิ่งต้องมอบความรักให้กับเขา เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก ควรคิดถึงคนอื่นบ้าง มองเห็นปัญหาของโลก รู้ว่าเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และรู้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่จะแก้มันได้ หากรู้ว่าสู้รบในสนามนี้ยังไงก็ไม่ชนะ จงเปลี่ยนวิธีรบ โลกไม่ใช่ของเราคนเดียว แบ่งให้คนอื่นแบกบ้าง ไม่ต้องเขินเวลาที่อยากยิ้ม ควรเขินเวลาที่หน้าบึ้งต่างหาก ลูกอมหวานๆ ทุกเม็ดย่อมละลายหายไป ไอติม ถ้าไม่รีบกินจะไม่ได้กินอีกเลย ลูกโป่ง ถ้าไม่ลอยหลุดมือไป เก็บไว้ก็เหี่ยว กล้วยสีเขียว เดี๋ยวเดียวก็สุก ผลไม้ต้องกินตอนสุข อย่ากินตอนทุกข์ หรือตอนดิบ ปลามีก้าง แต่อร่อย กุหลาบมีหนาม แต่หอม รถมีล้อ และท่อไอเสีย บางทีพัดลมก็ให้ลมที่สบายกว่าแอร์ เมื่อกินข้าวนอกบ้าน อย่าไปหวังว่ารสชาติจะเหมือนที่เราชอบ ใครๆ ก็อยากกลับบ้านทั้งนั้น แต่บ้านบางหลังก็ไม่น่ากลับ [...]
