Archive for the ‘คอลัมน์รับเชิญ’ Category
ทำอย่างไรให้ไม่ตาย
คุณอาจจะกำลังอ่านตัวหนังสือเหล่านี้บนถุงกล้วยแขก ถุงใส่ข้าวต้มมัด ถุงใส่ตั๊กแตนทอด หรืออาจจะเจอมันพันรอบดอกไม้ช่อใหญ่ที่แม่ค้าคนนั้นยื่นใส่มือคุณ หรืออาจจะเป็นอย่างอื่นที่ผมไม่อาจจะคาดเดาได้ในตอนนี้ (เดือนมีนาคม พ.ศ. 2551) เพราะผมไม่ใช่พ่อหมอแม่มดที่จะคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งได้ว่าในอนาคตมันจะแปรสภาพไปเป็นอะไร แต่ผมพอจะบอกกับคุณได้ว่า ณ ตอนนี้ ที่นี่ มันเป็นกระดาษหนึ่งแผ่นในนิตยสารผู้ชายที่มียอดจำหน่ายสูงสุดของเมืองไทย คุณอาจจะเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง ก็แหม เขาออกจะโด่งดัง นิตยสารที่กระดาษแผ่นนี้เคยสอดตัวเองอยู่ในนั้นมีชื่อว่า “จีเอ็ม” และที่คุณกำลังอ่านอยู่นี่ก็เป็นบทความบทหนึ่งในเล่มที่มีหัวข้อเกี่ยวกับ “ความเปลี่ยนแปลง” ในยุคสมัยของคุณก็คงจะยังมีนิตยสารบางฉบับพูดถึงหัวข้อนี้อยู่เป็นแน่ ก็เหมือนกับสัจธรรมที่พูดกันซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นแหละครับ “สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ก็คือความเปลี่ยนแปลงนั่นเอง” ที่นั่นตรงกับเดือนอะไร ปีไหนแล้วล่ะครับ โลกในยุคนั้นเป็นอย่างไรบ้าง รถยังมีล้ออยู่ไหม หรือลอยไปมาอยู่เหนือหัวมนุษย์กันหมดแล้ว กรุงเทพฯยังรถติดอยู่ไหม หรือตึกใบหยกจมอยู่ใต้น้ำไปแล้วเรียบร้อย ในวันที่กระดาษแผ่นนี้เปลี่ยนสภาพไปเป็นอย่างอื่น สิ่งต่างๆ รอบตัวคงเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย หากคุณได้อ่านมันหลังจากที่มันได้ตีพิมพ์ในนิตยสารจีเอ็มไม่นานนัก (คุณอาจจะไปซื้อมันมาจากร้านหนังสือเก่าในจตุจักร) สิ่งต่างๆ ก็อาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณได้อ่านมันในพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุหรือหอสมุดเก็บหนังสือเก่า โลกอาจจะเปลี่ยนไปจากตอนที่ผมนั่งเขียนบทความนี้มากจนอาจจะเหมือนคนละโลก และหากเป็นอย่างหลัง วันนั้นร่างของผม-ผู้เขียน ก็คงฝังอยู่ใต้ดินให้หนอนน้อยทั้งหลายได้ชอนไชกันจนอิ่มท้องไปแล้ว ความเสื่อมสลายย่อมเดินทางมาถึงในวันหนึ่ง ไม่ว่าผมหรือกระดาษแผ่นนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าใครจะไปก่อน แต่สุดท้ายแล้วเราก็มีปลายทางเหมือนกัน คือการสูญสลายหายไปจากโลกราวกับไม่เคยมี วันนั้นโลกก็ไม่รู้หรอกครับว่า วันหนึ่งเคยมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งเขียนบทความเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงลงในนิตยสารผู้ชายที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในเมืองไทย และเช่นกัน วันนั้นก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าเคยมีกระดาษแผ่นหนึ่งบรรจุตัวหนังสือเหล่านี้เอาไว้ กระทั่งคุณผู้อ่านเองก็เถอะ อีกสามนาทีหลังจากปิดหนังสือเล่มนี้ลงก็คงลืมเสียสนิทว่าชีวิตนี้เคยได้อ่านบทความดีๆ [...]
รถคือสุขา
เดือนเมษาที่ผ่านมา นิตยสาร Esquire ทำเล่มรถยนต์ เขาวางแผนให้มีสองคนที่ขับรถกับไม่ขับรถมาเขียนเหตุผลว่าทำไมจึงชอบขับ ทำไมจึงไม่ชอบ คนหนึ่งคือพี่คุ่น-ปราบดา หยุ่น เขียนถึง “เหตุผลที่ผมไม่ใช้ล้อ” ส่วนผมรับหน้าที่เขียนเหตุผลที่ชอบขับรถ เอามาแปะแบ่งกันอ่านเล่นๆ ครับ … เคยสงสัยเหมือนผมบ้างไหมครับว่า ทำไมเราเรียกห้องน้ำว่า ‘สุขา’ บางคนให้เหตุผลว่า เพราะเราสามารถเข้าไป ‘ปลดทุกข์’ ได้ในนั้น ไม่ใช่แค่ปลดหรอก เรายังปลิด เปลื้อง ปล่อย ขมิบ ขย้น เขยื้อน ก้อนทุกข์ภายในตัวออกมาสู่โถชำระ แล้วจัดการกดปุ่มให้น้ำหมุนควงมันลงไป เหลือไว้แต่ความสุขใจในช่องท้องและช่องหัวใจส่งผลให้ใบหน้าเบิกบาน หมด ‘ทุกข์’ ปุ๊บ ‘สุข’ ก็เกิดขึ้นปั๊บ! แต่ผมว่าคนเราไม่ได้สุขใจในสุขาเพียงเพราะว่าเราได้ปลดทุกข์ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ (แต่คงไม่มีใครอยากจับ) ออกไปเท่านั้น ในห้องสุขาแห่งนั้นเรายังได้ปลดทุกข์นามธรรมที่จับต้องไม่ได้ออกไปอีกด้วย ‘ทุกข์นามธรรม’ ที่ว่าคืออะไร บรรทัดถัดๆ ไปมีคำตอบ หากมีเด็กขายพวงมาลัยสักคนเดินมาเคาะกระจกรถแล้วเอ่ยปากถามผมว่า “พี่ว่ามีเหตุผลอะไรที่คนเราควรขับรถ” ผมคงตอบน้องเขาไปว่า “เพราะรถคือสุขา” น้องคงทำหน้างง อยากเอาก้อนทุกข์ปาหน้าสักสองก้อนก่อนที่จะเดินจากไป แต่ผมอยากบอกกับน้องเขาว่า พี่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ รถกับสุขา แม้หน้าตาไม่เหมือน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือมันเป็นหนึ่งในน้อยสถานที่ในมหานครอันกว้างใหญ่แห่งนี้ที่อนุญาตให้มนุษย์เมืองได้มีโอกาสอยู่กับตัวเอง [...]
ซื้อหัวเราะไหมครับ
กราบสวัสดีแนบตักนุ่มๆ ของท่านผู้มีอุปการะคุณทั้งหลาย วันนี้ผมมีเสียงหัวเราะมาเสนอขายกับท่าน อย่างที่รู้กันว่าในเมืองใหญ่เหมือนกรุงเทพมหานครนั้นยิ่งวันเรายิ่งได้ยินเสียงหัวเราะน้อยลง กระทั่งผมเองยังเคยคิดว่าวันหนึ่งเสียงหัวเราะจะเหมือนเลียงผาหรือหมีแพนด้าผู้น่ารักที่ต้องรณรงค์ให้ช่วยกันอนุรักษ์ก่อนที่มันจะสูญพันธุ์หายสาบสูญไปจากโลกใบนี้ อีกหน่อยใครได้ยินเสียงหัวเราะอาจต้องรีบกดอัดเก็บไว้มาขายรายการตีสิบ กลายเป็นของแปลกเหมือนเจอซากไดโนเสาร์ หรือหากคนเราหัวเราะกันน้อยลงเข้า วันหนึ่งเสียงหัวเราะอาจกลายเป็นอะไรสักอย่างในตำนานเหมือนสัตว์คอยาวที่เราเรียกมันว่า ‘เนสซี’ ที่เห็นภาพถ่ายแต่ละทีก็มีแต่มัวๆ เหมือนจะมีอยู่จริง แต่ไม่มีใครเคยเห็นจะๆ “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วคนเราเคยหัวเราะกันด้วยนะลูก” ประโยคนี้ชวนขำแต่หากเป็นจริงคงเศร้ามิใช่เล่น ทำไมคนเราจึงควรขำ? ประโยคที่ว่า “หัวเราะหนึ่งครั้งอายุยืนขึ้นหนึ่งปี” น่าจะตอบคำถามนี้ได้เป็นอย่างดีแล้ว แต่ที่โยนคำถามนี้ออกมากลางหน้ากระดาษ ผมหมายถึงว่าทำไมตัวเราเองจึงควรเป็นคนสร้างความขำให้กับคนอื่นด้วย นอกจากจ้องจะหัวเราะร่าขยับขากรรไกรโยกไปโยกมาจนน้ำตาเล็ดน้ำลายไหลกับความขำของคนอื่นอยู่ฝ่ายเดียว คุณลุง เมล เฮลลิทเซอร์ นักเขียนแนวขบขันชาวอเมริกันที่นั่งถ่างขาควบตำแหน่งอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโอไฮโอ ตอบคำถามนี้ไว้อย่างน่าสนใจ เขาบอกว่าความขำของคนนั้นนำมาซึ่งสามสิ่งสำคัญเป็นอย่างน้อย นั่นคือ 3R ข้างล่างนี้ Respect – ความนิยม Remembrance – การเป็นที่จดจำ Rewards – รางวัล เรามาว่ากันทีละอาร์ แต่รับรองว่าจะไม่ไปถึงเอ็กซ์! Respect – ความนิยม ในวงล้อมของเพื่อนๆ คนที่เรียกเสียงฮาได้บ่อยครั้งมักจะเป็นคนที่เพื่อนรักและอยากไปไหนมาไหนด้วยมากกว่าคนอื่นในกลุ่ม เพราะนอกจากจะเหมือนจูงมือพี่หม่ำไปด้วยแล้วยังเหมือนมีจิตแพทย์อยู่ข้างๆ อีกต่างหาก คนมีอารมณ์ขันนั้นช่วยให้เรามองโลกอย่างผ่อนคลาย ปรับเรื่องร้ายให้กลายเป็นตลกได้เสมอๆ คนแบบนี้ใครก็อยากอยู่ใกล้ ไม่ใช่คนที่ส่ายตาไปทางไหนก็มองเห็นแต่ปัญหาและข้อไม่ดี อยู่ใกล้แล้วโลกใบนี้ยิ่งดูหดหู่เข้าไปใหญ่ มิเพียงแค่นั้น [...]
