Archive for January, 2010
ค.ล่ำสามัคคี
ตามสัญญาที่ได้ให้ไว้ ณ TCDC เรานำเพลง “ค.ล่ำสามัคคี” มาแปะไว้ในนี้แล้วนะน้องๆ อย่าลืมร้องให้ขึ้นใจ สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมอะเดย์เวิร์กช็อป สามารถร้องตามได้ด้วยทำนองเพลง “สามัคคีชุมนุม” ครับ … พวกเราเหล่ามาชุมนุม ต่างกุมใจรักสมัครเขียนคอลัมน์ พวกเราจะตั้งใจทำ ให้เป็นคอลัมน์ของทุกผู้ทุกนาม อันความกลมเกลียวกันเป็นเนื้อเดียวของบทเกริ่นนำ ท่อนกลางเมื่อนำมายำกับท่อนสรุปจะต้องลงตัว คอลัมน์ที่ดีนี่แหละล่้ำเลิศ มีความรู้เกิด ความรู้สึกประสาน แรงใจก็ได้บันดาล และยิ่งงดงามถ้าโลกของเราน่าสนใจ อ่านหนังสืออย่าอ่านแนวเดียว เดินทางเก็บเกี่ยวประเสริฐศรี นั่งคุยกับคนดีดี คุยกับตัวเอง แล้วเขียนออกมา ถ้าอยากให้คอลัมน์เกิด อยากชูชาติเชิดอย่าพึ่งวาสนา เปิดแมกกาซีนออกมา แล้วถามตัวเอง-เขาอยากได้อะไร พวกเราเหล่ามาชุมนุม ต่างกุมใจรักสมัครเขียนคอลัมน์ พวกเราจะตั้งใจทำ ให้เป็นคอลัมน์ของทุกผู้ทุกนาม
ขอแรงคลิก
คลิกไม่ต้องแรง แต่ขอแรงคลิกกันหน่อยครับพี่น้อง! วันนี้เพิ่งมีงานเปิดตัว MV ตัวแรกในชีวิตที่ได้กำกับ ต้นตอความคิดมาจากครีเอทีฟบริษัทโลว์ ที่ส่งต่อมาให้ผมตีความ แปลงเป็นเพลงและภาพ ซึ่งผมก็ลากนักร้องน้องรัก-แสตมป์มาช่วยกันยำทำเป็นเพลง พ่นๆ เนื้อหาให้แสตมป์ไป แสตมป์ก็นำไปเรียงร้อยออกมาเป็นถ้อยคำที่สวยงามและน่ารัก จากนั้นผมกับทีมก็ออกไปเก็บภาพมาร้อยเรียงเป็นเรื่อง และนำมาฝากกันดู ณ โอกาสนี้ MV นี้ชื่อเพลงว่า “เพลงนี้เพื่อลานเล่นน้อง” จุดประสงค์ก็ตามชื่อเพลงเลยครับ มันถูกทำขึ้นเพื่อชักชวนให้ผู้คนร่วมกันส่งต่อ ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และญาติมิตรได้ดูกัน (ช่วยกันส่งต่อได้ตามสบายไม่ว่าวิธีไหน ทวิตเตอร์, facebook, Fwd Mail, ฯลฯ) ถ้าการส่งต่อแผ่กระจายสู่วงกว้างไปได้เรื่อยๆ และถึง “ห้าแสนคลิก” บรีสจะสร้างลานเล่นอีกหนึ่งแห่งให้กับน้องๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากได้สร้างมาแล้วสองร้อยแห่งทั่วประเทศ (ซึ่งจริงๆ แล้ว คลิกคนละหลายครั้งก็ได้-ฮ่าฮ่า) ทางครีเอทีฟเขาบอกว่าถือว่า แทนที่จะบริจาคเงินสร้างสนามเด็กเล่น ก็ “บริจาคคลิก” แทน เป็นการบริจาคง่ายๆ และฟรีๆ แต่ก็ได้ส่งต่อความสุขเหมือนกัน “500,000 คลิก” เป็นตัวเลขที่ผมและแตมคิดว่าคงไม่ง่ายแน่ๆ ส่วนตัวแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่ามันจะถึง แต่ผมก็อยากส่ง MV ตัวนี้ต่อไป [...]
ไอติมมือถือ
สอง-สามวันที่ผ่านมามีเรื่องมากมายไหลผ่านร่างกายและสายตา ทว่าด้วยความระโหยโรยแรง (ทั้งที่มิได้ผอมแห้งแรงน้อยร่อยหรอแต่อย่างใด) จึงมิได้จดเก็บไว้ เป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง แต่ไม่เสียดายใดๆ ดอก เพราะแทนที่จะมานั่งตะบี้ตะบันจด ทด บันทึก เอาเวลาไปเล่นสนุกสนาน พักผ่อน เอาหูผึ่งเพลง เอาตาปาดตัวหนังสือ เอามือแกะส้มมาอมเล่นก็เย็นใจดี แหม มนุษย์นะ จะทำงานอะไรนักหนา พักผ่อนบ้าง มีอารมณ์ขันบ้าง ชีวิตจึงเป็นสุข ตั้งใจว่าจะเขียนบล็อกไม่ยาว จะได้ไม่เหนื่อย วัยที่ชราก็ต้องการการพ่นตัวหนังสือแต่เพียงพอเหมาะ พลังในการเคาะแป้นคีย์บอร์ดควรเหลือเก็บไว้กอดหมอนข้างบ้าง วันนี้ไปกินไอติมไอเบอร์รี่มา เจอรสประหลาดนามว่า “feel goood” คนข้างๆ เอะใจว่าใช่ “Dtac” ไหม จึงเอ่ยปากถามพนักงาน พนักงานพยักหน้า จึงอึ้งไป เป็นส่วนผสมที่น่าดูชม ไอติมสีฟ้าสดรสเปรี้ยวอร่อยลิ้น ผสมผสานเข้ากับความรู้สึกดีที่เครือข่ายมือถือ พยายามจะสร้างสรรค์ขึ้นมาให้เป็นความรู้สึกของ “แบรนด์” ของเขา ไอติม+มือถือ เป็นไอเดียที่น่าสนใจ และแอบคิดในใจว่าเป็น “Big Idea” สามารถแตกแขนงไปเป็น feel goood อย่างอื่นได้อีกมากมายไม่รู้จบ ส่วนผมขอจบการบันทึกเพียงเท่านี้ ก่อนที่จะฟุ้งซ่าน ทุกวันเราพบพานสิ่งที่น่าสนใจรอบตัวมากมาย อ้อ [...]
เห็นหมอม
เพิ่งได้อ่านคอลัมน์ของพี่โตมรใน way แกเขียนเรื่อง “วัฒนธรรมตลาด” อ่านแล้วชอบ เปรียบเทียบความดี/ไม่ดีของคนกับดอกพญาสัตบรรณ บ้างก็ว่าหอม บ้างก็ว่าเหม็น เพราะกลิ่นแรงเกินไป จำได้ว่าในสมัยหนึ่ง ก็เป็นคนหนึ่งที่งงกับความคิดของคุณสมัคร ขณะที่เป็นผู้ว่าฯ แล้วมีความคิดอยากปรับเปลี่ยนโครงการหอศิลป์กรุงเทพฯ ให้กลายเป็นห้างสรรพสินค้า โดยให้มีส่วนแสดงงานศิลปะไว้เล็กน้อย ตอนนั้นไม่เห็นด้วยเลย หอศิลป์ก็ต้องหอศิลป์ บ้านเมืองเรามีห้างฯ จะล้นเมืองอยู่แล้ว มาอ่านที่พี่หนุ่มเขียนในวันนี้ก็น่าคิด หอศิลป์ที่สร้างขึ้นมาไม่ค่อยมีคนไปเดิน ต่างจากห้างฯ ทั้งหลายที่รายล้อม พี่หนุ่มตั้งข้อสังเกตว่า หรือเพราะการเดินดูงานศิลปะ ไม่ใช่วัฒนธรรรมของบ้านเรา แต่วัฒนธรรมของบ้านเราคือวัฒนธรรมตลาด เดิน เล่น กิน ช้อป คุย โม้ แซว ซุบซิบ นินทา ซึ่งฟังดูก็มีชีวิตชีวาและน่าสนุกดี (อาจจะสนุกกว่าการเดินกุมคางครุ่นคิดเกี่ยวกับงานศิลปะก็เป็นได้) ประเด็นคือ สิ่งที่ผู้คนในแวดวงศิลปะทั้งหลายคัดค้านคุณสมัคร ณ เวลานั้น เอาเข้าจริงมันก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ห้างฯ+หอศิลป์ ใช่ว่าจะไปด้วยกันไม่ได้ การตัดสินอะไร เลือกอะไร ไม่จำเป็นต้องสุดโต่ง หรือต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจเพราะข้อเสนอออกมาจากปากคุณสมัคร ที่หลายคนอาจมีทัศนคติลบกับเขาอยู่ล่วงหน้า อะไรต่อมิอะไรจึงแลดูไม่ดีไปเสียหมด แต่ถ้าเราได้มานั่งคุย แลกเปลี่ยนความคิดกันดีๆ เราก็อาจได้ส่วนผสมใหม่ๆ [...]
เช็คผู้สูงอายุ
อ่านสัมภาษณ์พี่เช็คใน ฅ คน ได้ข้อคิดอะไรหลายอย่าง เชื่อว่าหลายคนน่าจะเป็นเช่นกัน รู้สึกดีที่ได้เห็นด้านอ่อนแอของฮีโร่ ฮีโร่ก็มีปัญหา และมีวันเวลาที่ย่อท้อ ไม่ได้ทำให้เคารพฮีโร่คนนั้นน้อยลง ตรงกันข้าม กลับทำให้รักและเอาใจช่วยเขามากขึ้น กิจการที่เคยเล็กแล้วเติบใหญ่ มิใช่เรื่องง่ายในการประคับประคอง คนที่เคยเล็กแล้วใหญ่ ไม่ใช่เรื่องง่ายในการบริหารจัดการชีวิต ยากกว่านั้น หากต้องบริหารจัดการความคาดหวัง ความคาดหวังของคนอื่นที่มอง “ภาพ” ของคนคนนั้นเป็นอีกแบบ จากลูกน้องเป็นเจ้านาย ภาระรับผิดชอบย่อมเพิ่มพูน มิใช่ชีวิตเดียวอีกต่อไป-ที่จะต้องดูแล ความแก่ทำให้กำลังวังชาลดลง ในวัยที่เข้าใจอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น เรากลับมีพลังในการส่งต่อความเข้าใจนั้นน้อยลง ทว่า ก็ยังอยาก และยังพยายามส่งอยู่เสมอ โลกมิใช่ของเราคนเดียว เช่นกัน เรามิใช่ผู้กำหนดกติกาโลก สิ่งที่เราว่าดี มิใช่สิ่งที่ดีของผู้อื่นเสมอไป มิควรนำไม้บรรทัดความดีไปวัดชีวิตผู้อื่น เพียงดำเนินชีวิตตนไปตามที่ตัวเองเชื่อ นั่นก็ประเสริฐแล้ว เมื่อแก่ตัว คนเราย่อมมองหาตัวตายตัวแทน จากที่เคยเป็นเมล็ดพันธุ์ เราเริ่มผลิดอก ออกผล ในผลที่สุกจนแก่ มีเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ รอการงอกเงย ไม้ต้นหนึ่งตาย ไม้ต้นใหม่ขึ้น ถ้าเราเป็นไม้พันธุ์ดี โลกจะมีเมล็ดพันธุ์ดีๆ สืบต่อไป
มื้อเย็นคนร้อน
มื้อเย็นวันนี้มีโอกาสนั่งรับประทานอาหารกับคนสองกลุ่ม ทุ่มครึ่งไปนั่งกินข้าวกับ “พี่ๆ” พอสี่ทุ่มมานั่งกินข้าวกับ “น้องๆ” ทั้งสองโต๊ะอาหารมีหัวข้อสนทนาต่างกันไป โต๊ะผู้ใหญ่ก็มีปัญหาและอุปสรรคแบบผู้ใหญ่ โต๊ะเด็กก็มีปัญหาและอุปสรรคแบบเด็ก ซึ่งไม่มีของใครเล็กไปกว่ากัน ไม่มีใครสำคัญกว่าใคร ปัญหาและอุปสรรคที่ว่ามาก็มิใช่เรื่องน่ารังเกียจ หากแต่เป็นเรื่องท้าทายเสียมากกว่า เพราะอุปสรรคที่ว่า เป็นอุปสรรคในระหว่างเส้นทางฝัน โต๊ะผู้ใหญ่เป็นเส้นทางฝันของธุรกิจ โต๊ะน้องๆ เป็นเส้นทางฝันที่โรยด้วยตัวหนังสือ อยากจับอยากถือหนังสือของตัวเองสักเล่ม น้องๆ ฝากต้นฉบับให้ผมอ่านเนิ่นนาน แต่ด้วยการงานทับถมจนเวลาจมหายไป จึงยังอ่านไม่จบสักที ด้วยความละอายใจ วันนี้ผมหยิบต้นฉบับขึ้นมาอ่านอีกครั้ง และก็สำเร็จมันด้วยความรวดเร็ว ใช้เวลาอ่านเพียงสองวัน คือวันที่น้องยื่นให้มา และวันนี้ แต่ใช้เวลาดองนานกว่านั้นมาก หลายสิ่งในชีวิตก็เป็นเช่นนี้ เรามักใช้เวลา “เงื้อ” เวลา “ง้าง” นานกว่าเวลา “งับ” แน่นอนล่ะ ต้นฉบับแรกของใครสักคนคงไม่สมบูรณ์แบบ แต่ความไม่สมบูรณ์แบบคือเสน่ห์ของการเริ่มต้น เป็นเสน่ห์ที่คนชำนาญไม่สามารถแสร้งทำได้ ผมบอกน้องๆ (สามคน) ว่าชอบ อ่านแล้วอยากไปเที่ยว อยากเขียนหนังสือ และคิดถึงเพื่อน ผมสรุปความรู้สึกให้พวกเขาฟัง พวกเขา-แอ๊นท์ กิ๊ก จอม จาก “หน่อไม้” ถือโอกาสบอกเล่าความรู้สึกที่ได้อ่าน รวมทั้งความคิดเห็นละเอียดยิบย่อยให้น้องๆ ฟัง [...]
ตาปลา
ดูสารคดีปลา ช่องทีวีไทย ได้ความรู้มาว่า ปลาไม่ได้เห็นอย่างที่เราเห็น ปลาไม่ได้เห็นเหมือนคน คนมองเห็นสีส้ม สีแดง สีเหลือง ของปลาใต้ทะเลชัดเจน โดดเด่น แต่ปลาใต้ทะเลกลับมองสีเหล่านั้นไม่ค่อยชัด กลับเห็นสีเขียว น้ำเงิน (สีเย็น) ชัดกว่า ปลาการ์ตูนทั้งหลายจึงพรางตัว (จากตาปลา) ได้ดี เรื่องแบบนี้ ตาใครตามัน ใครคิดว่าสิ่งที่ตัวเองเห็นนั้นถูกเสมอไป เห็นจะไม่ถูก
ขอบคุณทุกวัน 4.1.10
ปีนี้ ตั้งใจจะเขียน “ขอบคุณ” สิ่งใดสิ่งหนึ่งทุกวัน (ที่เขียน) ขอบคุณคุณมิ้ง (มติชน) และสนพ.จีเอ็มที่ส่งหนังสือมาให้เป็นของขวัญปีใหม่ : ) ขอบคุณช่างทาสีที่ช่วยทาสีห้องให้อย่างตั้งอกตั้งใจไม่เลอะเทอะ : ) ขอบคุณเฮียที่โรงพิมพ์ที่ช่วยลดค่าพิมพ์โปสการ์ดให้ : ) ขอบคุณเอิร์ทที่แต่งเพลงจากบทความเรื่อง “ฟองน้ำกับสก๊อตไบรท์” : ) ขอบคุณพี่จุ๋มที่ไรท์เพลงเฉลียงมาให้ตั้งนานแล้ว วันนี้หยิบมาฟังแล้วตะโกนร้องในรถ มีความสุขมากครับ : ) ขอบคุณโปสการ์ดปีใหม่จากปลา วาดสวยเชียว : ) ขอบคุณของขวัญจากอ้อ (mars) ขอให้มีความสุขเช่นกัน : ) วันนี้เห็น “อาจารย์ในร้านคุกกี้” ติดอันดับสิบเอ็ด ในร้านซีเอ็ด สาขาโฮมโปร รามอินทรา ขอบคุณผู้อ่านที่อุดหนุนครับ : ) อันที่จริง ก่อนนอน ถ้าเราได้ทบทวนเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้น แล้วได้กล่าวคำขอบคุณสิ่งเหล่านั้น คนเหล่านั้นทุกวัน แต่ละวันก็ดูเหมือนจะมีเรื่องดีๆ มิใช่น้อยเลยนะครับ
คนผ่านทาง
ปีใหม่นี้ผมว่าจะกลับมาขยันหมั่นเพียรเขียนบล็อกอีกครั้ง จึงขอเชิญชวนให้มาร่วมอ่านร่วมทายทักกันเป็นระยะ เป็นระยะที่ไม่ห่างเหมือนช่วงปลายปี ที่ชีวิตดูยุ่งเหยิง จนห่างหายจากบันทึกออนไลน์ไป ; ) วันนี้ผมได้เดินทางสั้นๆ อยู่รอบๆ บ้าน บ้านหลังเก่าและหลังใหม่ การเดินทางออกไปจากบ้านหรือห้องของตัวเอง ย่อมลากจูงเราไปสู่การพบพานคนอื่นเสมอ คนอื่น-หรือเรียกอีกชื่อได้ว่า “เพื่อนร่วมโลก” วันนี้คงเป็นวันเริ่มต้นทำงานของหลายๆ ชีวิตในเมืองหลวง ที่เดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนไปก็ได้เวลาเดินทางกลับเข้าสู่ บ้านที่ไม่ได้เกิดและเมืองที่ไม่ค่อยจะได้นอนกันอีกครั้ง วันนี้ได้ฤกษ์ทาสีห้อง ผนังห้องมีสี่ด้าน หนึ่งด้านนั้นแทบไม่ต้องทา เพราะผมอุทิศด้านนั้นให้กับชั้นหนังสือ ขนาดพื้นจรดเพดานไปหนึ่งฝาผนัง เหลืออีกสามด้าน สองด้าน ผมเลือกใช้สีเทา (คล้ายๆ ปูน) มาทาผนัง อีกด้านหนึ่งที่วางแผนไว้ว่าจะหันโต๊ะทำงานเข้าข้างฝา ผมทาด้วยสีเหลืองอมเขียวอ่อนๆ คล้ายสีผนังร้าน โอโตยะที่พารากอน (ลอกเขามา) ที่เลือกสีนี้ เพราะอาจารย์เคยสอนสมัยเรียนว่า ผนังด้านทำงาน ถ้าทาสีร้อนมันจะเพิ่มพลังในการทำงาน ด้วยเหตุนี้ หากได้ย้ายเข้าห้องใหม่เมื่อไหร่ รับรองว่าจะมีพลังในการสร้างงานอีกพะเรอเกวียน ฮ่าฮ่า ช่างทาสีที่รับหน้าที่เปลี่ยนผนังด่างๆ จากรองพื้นสีขาว ให้เป็นสีสันสวยสดตามที่ผมฝันไว้ มีชื่อว่าแดงกับพงษ์ ทั้งสองเป็นชาวอีสาน ป๊าผมถามว่า “ได้กลับบ้านไหม” ทั้งคู่ส่ายหัวดิก แล้วก้มหน้าก้มตาทาสีต่อไป ช่างแดงเหน็บโทรศัพท์มือถือไว้กับตัว เปิดเพลงลูกทุ่งดังลั่น เชื่อว่านั่นคือความรื่นรมย์ขณะทำงานของเขา [...]
