สามวัน กรุงเทพฯ-เชียงใหม่
เชียงใหม่ไม่ไกลอย่างที่คิด เพียงเปลี่ยนที่นอน มาล้มตัวบนรถไฟ หลับตา ตื่นมาอีกทีตัวก็จะไปอยู่ที่เชียงใหม่สมใจนึก นอนบนรถไฟตอนดึกๆ ตื่นขึ้นมาอากาศดี ต้นไม้ขจี แปรงขี้ฟันทิ้งไป ซดข้าวต้มร้อนๆ บะช่ออุ่นๆ ขยี้หน้าวุ่นๆ ออกไปตอนซดกาแฟ ชะเง้อชะแง้อีกไม่นาน รถไฟก็จะหยุดล้อ เชียงใหม่รอเราอยู่ที่นั่น
พักโรงแรมน่ารักบรรยากาศดี ราคามีไมตรีจิต คิดไม่แพง ตะแคงตัวนอนในห้องเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าโต๊ะหนึ่ง เตียงสอง กระจกไว้ส่อง และแอร์ไว้เป่าอากาศเย็นๆ ออกมาปะทะหน้าและร่างกาย
กระเพราไก่อร่อยดี แม่ค้าหน้าตาดีพอๆ กับรสชาติอาหาร รอยยิ้มชวนเบิกบาน บอกทางแก่ผู้กำลังหลง
ไม่นานนักก็ได้เจอกับพี่ก้อง ที่พร้อมพาเที่ยวท่องจังหวัดเชียงใหม่ที่เราไม่ได้มาเป็นเวลาหลายปี แต่ละที่ที่พี่แกพาไปก็น่าสนใจไม่หยอก ถ้ามาเองคงไม่ได้ไปในสถานที่แบบนี้ ขอบคุณพี่ด้วยที่พาทัวร์
เริ่มจากไปกินอาหารช้า สโลว์ฟู้ด ที่ไม่ต้องมีเนื้อสัตว์มาช่วยเรียกน้ำย่อย แต่อร่อยเหาะชวนให้หัวเราะเยาะข้าวขาหมูที่พอกพูนไปด้วยไขมัน ผักหญ้าในจานมาจากสวนของพี่โจน จันได ลูกชาวนาแห่งยโสธร ที่ระหกระเหินเดินทางไปนู่นมานี่ เคยมาเป็นยามอยู่ที่กทม. กระทั่งสุดท้ายได้ค้นพบความจริงของชีวิตว่าหากปลูกผักไว้กินเองก็สามารถอิ่มได้ทุกมื้อและมีตังค์เก็บมากกว่าพนักงานออฟฟิศที่ได้เงินเดือนเยอะๆ แต่เป็นหนี้เป็นสินอีกหลายคนด้วยซ้ำไป แกปลูกผักและดูแลเมล็ดพันธุ์อยู่ที่เชียงใหม่ พี่ก้องเล่าว่าเมียแกทั้งสวยทั้งทำอาหารอร่อย พอได้ลองลิ้มข้าวผัดสมุนไพรมังสะวิรัติของร้านนี้แล้วก็ชวนให้ลิ้นหลงใหลในรสชาติ ที่สำคัญ ข้าวที่ใช้อร่อยมาก กินแล้วกรุบกรับเหนียวๆ เคี้ยวสนุก
ร้านอาหารอยู่ในวัด ฝรั่งนั่งกินกันเต็มร้าน เราต้องเดินวนรอบวัดหนึ่งรอบเพื่อรอโต๊ะ แต่ก็พยายามทำใจเย็น หายใจช้า ก็แหม อุตส่าห์จะกินสโลว์ฟู้ด
ท้องอิ่มก็แวะไปเยี่ยมผู้รู้หนึ่งท่าน ชื่อพี่อิ๋ว พี่เขาเคยเป็นเอ็นจีโอทำงานร่วมกับชาวเขาหลายเผ่าหลายหมู่บ้าน ไปนั่งถามทางและความน่าสนใจเพื่อเตรียมตัวโบกรถไปยังหมู่บ้านเหล่านั้น พี่อิ๋วแนะนำอย่างสนุกและอย่างผู้รู้จริง ดูเหมือนแกหลับตาก็เห็นเส้นทางทั้งหมดทะลุปรุโปร่ง บรรยากาศที่พี่อิ๋วเล่ามาน่าสนุกและน่าไปมากๆ แค่ฟังก็อยากไปจนน้ำลายไหลแล้ว
พี่อิ๋วแต่งตัวง่ายๆ เหมือนที่ทำงานแก ที่เป็นห้องโล่งๆ เย็นๆ มีโต๊ะหนึ่งตัวตั้งไว้กับคอมพิวเตอร์และเครื่องแฟ็กซ์ แค่นั้นเลยจริงๆ นอกนั้นก็มีอ่างล้างจานและถ้วยชามที่ใช้กินข้าว คุยกับพี่ก้องว่าเวลาได้เจอคนจริงแบบนี้แล้วรู้สึกว่าเขาอยู่กับโลกจริงดี คือใช้ตามองเห็นโลกจริงๆ ตรงๆ ไม่ต้องผ่านทีวี ผ่านนิตยสารอย่างพวกเรา วันๆ ตาของพวกเราจ้องแต่ทีวีและนิตยสารไม่รู้เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในชีวิต ความคิดและอะไรต่อมิอะไรมันก็เลยดูเหมือนไหลออกมาจากจอทีวียังไงยังงั้น
แล้วพี่ก้องก็พาไปกินน้ำส้มร้านขึ้นชื่อ ที่ใช้ขวดโหลกาแฟแทนแก้ว พี่ก้องบอกว่าร้านที่เป็นสถานที่แฮงค์เอ้าท์ของหนุ่มสาวชาวเชียงใหม่ สาวๆ หน้าตาดีจะมารวมตัวกันทีนี่ตอนบ่าย เสียดายที่เราดันไปตอนปิดเทอม จึงได้แต่เห็นร่องรอยอารยธรรม พอจะมีให้เห็นบ้างไม่กี่ราย แต่ก็ดับกระหายไปได้พอสมควร เอ่อ ผมหมายถึงน้ำส้มนะ
เสร็จแล้วก็ฮ่อรถสองแถวไปร้านหนังสือสามัญชนที่อยู่ไกลจากเมืองออกไปถึงคาร์ฟูร์หางดง ประตูหน้าร้านติดสติ๊กเกอร์ไว้ว่า “ยินดีต้อนรับคนดี” ทำเอาต้องทบทวนกับตัวเองในใจว่าเราใช่คนที่เขาจะต้อนรับไหมหว่า แต่พอนึกถึงอาหารมังสะวิรัติที่เพิ่งกินไป อย่างน้อยก็เว้นเนื้อสัตว์ไปมื้อหนึ่ง คงพอจะเป็นคนดีกับเขาได้บ้าง (ว่าแต่ ไอ้การไม่กินเนื้อสัตว์นี่มันเป็นคนดีตรงไหน) จึงก้าวเข้าไปในร้าน
บรรยากาศในร้านเงียบสงบดี ไม่มีดนตรีกวนใจ หนังสือในร้านก็คัดสรรมาอย่างดี คุณภาพคับร้าน จนพี่ก้องเอ่ยปากถามว่า ทำไมไม่มีหนังสือพวกเรา เลยตอบพี่เขาไปว่า อ้าวพี่ เขามีแต่หนังสือคุณภาพไง (ฮ่าฮ่า) ได้หนังสือติดมือมาสี่เล่ม อ่านจบตอนนั่งรถทัวร์กลับมาสองเล่ม คือ ประวัติศาสตร์ลัทธิประหลาด ของคุณบะห์รูน และความรู้และความไม่รู้ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ มีเรื่องน่าสนใจมากมายที่ไม่เคยรู้อยู่ในนั้น
เสร็จจากร้านหนังสือสามัญชนก็นั่งสองแถวกลับเข้าเมือง อ้อ ควรจะนินทาพี่ก้องอีกสักนิด พี่แกบอกว่าอยากออกหนังสือกับสามัญชนบ้าง จะได้มีรูปขึ้นปก หันไปเห็นรูปอ.เสกสรรค์ น้าหงา และคุณแดนอรัญก็เท่จริงๆ น่ะแหละ แต่ถ้าเป็นหนุ่มตี๋ๆ ตาหยีๆ อย่างพี่ก้องหรืออย่างเราถ่ายรูปขาว-ดำขึ้นปกแบบนั้นคงจะดูขำมากกว่าขลังเป็นแน่ จึงเห็นตรงกันว่าซ่อนตัวไว้หลังปกรกรุงรังทั้งหลายน่ะดีแล้ว
ได้ไปร่วมงานศพอาว์’รงค์ วงษ์สวรรค์ ดีใจที่พี่ก้องชวนไป เลยรีบนั่งรถไฟไปเจอพี่ก้องที่นั่งเครื่องบินมากับพี่โหน่ง ในงานมีคนในแวดวงหนังสือหลายคน ได้ยกมือไหว้พี่บอบู๋ที่มานั่งคุยกับพี่ก้องด้วย ดีใจที่พี่เขาอ่านงานเรา พี่บอบู๋เป็นแฟนตัวจริงของอาว์’รงค์ แกบ่นว่าเสียดายที่ไม่ได้ไปสวนทูนอินก่อนหน้านี้ เพราะวันที่เจอกันแกเพิ่งได้ไปมาเป็นครั้งแรก สำหรับแฟนตัวจริงอย่างแกก็น่าเสียดายแทนจริงๆ
คุณวงดำเลิง ลูกชายอาว์’รงค์พาพวกเราไปไหว้อาว์ มีแก้วไวน์และอาหารที่อาว์ชอบวางอยู่ แกบอกว่า “ไม่รู้สึกเสียใจ ยังรู้สึกว่าพ่อยังอยู่ แต่คิดถึงพ่อมากกว่า” หน้าศาลาวัดมีการเล่นดนตรี พี่ก้องชี้ให้ดูโซฟาตัวหนึ่งที่มีโต๊ะตั้งไว้ข้างหน้า บนโต๊ะมีบุหรี่หนึ่งมวนและที่เขี่ยบุหรี่ พร้อมทั้งแก้วไวน์ที่รินไวน์ไว้ บนโต๊ะมีป้ายจองไว้สำหรับ’รงค์ วงษ์สววรค์ แค่เห็นโต๊ะตัวนี้ก็รู้สึกว่าอาว์’รงค์เท่มาก
ออกจากวัด ไปแวะร้าน ‘ปันยา’ ของบดินทร์ ร้านยังดูอยู่ในช่วงเริ่มต้น ตั้งไข่และตั้งร้านไปพร้อมๆ กัน แต่มุมหนึ่งของร้านที่วางหนังสือ ดีวีดี และซีดีเพลงให้ลูกค้าหยิบยืมไปอ่านไปดูไปฟังได้ฟรีๆ นั้นน่าสนใจดี ดูเหมือนบดินทร์พยายามจะทำร้านยาแห่งนี้ให้เป็นมุมศิลปวัฒนธรรมเล็กๆ เท่าที่เขาจะทำได้ ก็ทำไงได้ เป็นเภสัชกรแต่ชอบศิลปะนี่นา เรียกได้ว่า ‘เภสัชแนว’
บดินทร์บอกว่าแถวนี้ร้านยาเยอะ แต่ละร้านก็เปิดมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว เพราะฉะนั้นก็เลยสร้างจุดขายด้วยการเปิดร้านถึงตีสี่ คือขายตอนที่คนอื่นเขาปิดหมดแล้ว ซึ่งปรากฎว่าถุงยางและยาคุมขายดีเหลือเชื่อ บดินทร์บอกว่า ในเมื่อเป็นที่หนึ่ง (the first) ไม่ได้ เป็นที่สุด (the best) ไม่ได้ ก็ต้องแตกต่าง (the different) เหมือนที่พี่ตุ้ม-หนุ่มเมืองจันท์เคยเขียนไว้ บดินทร์ว่าไว้อย่างนั้น ส่วนเราจำได้ว่าเคยอ่านเจอในหนังสือของอ.วรากรณ์ (และลอกต่อไปเขียนไว้ในอิฐ)
เป็นร้านยาที่น่าติดตามความเป็นไปในอนาคตอย่างยิ่ง ว่าจะกลายร่างไปเป็นแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะ เป็นโรงหนังสั้นเล็กๆ เป็นร้านกาแฟ ร้านเช่าหนังสือ หรือร้านอะไรอีกนอกจากร้านขายยา ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องแปลก เพราะปกติแล้วร้านยาจะเป็นสถานที่ที่ผู้คนไม่อยากจะไปบ่อย เพราะถ้าไปก็แปลว่าป่วย แต่บดินทร์กำลังพยายามทำร้านยาที่ชวนให้ลูกค้าผูกพันและมากันเป็นประจำ จึงน่าติดตามอย่างระทึก
จากร้านยาก็ดึกแล้ว ถามถึงชีวิตกลางคืนของชาวเชียงใหม่ พอดีว่าเป็นวันธรรมดา พี่ก้องก็ทำท่านึกไม่ค่อยออก จึงไปนั่งกินน้ำกินหมูมะนาวกับข้างแม่น้ำปิง บรรยากาศเย็นสบายดี เรื่องราวต่างๆ ก็หลั่งไหลออกมาราวกับสายน้ำ คุยกันจนแทบหมดเรื่องคุย บอกพี่ก้องไปว่าผมคุยกับพี่จนไม่มีเรื่องคุยแล้วนะ ระหว่างโบกรถนี่ไม่ต้องคุยกันแล้ว คุยกันถึงตีหนึ่งจึงกลับที่พัก
เช้ามาก็แยกทางกัน พี่ก้องเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา นายเท้าซ้าย เด็กชายเท้าหน้า ช้างเท้าหลัง ยิ่งพูดยิ่งงงเหมือนชื่อหนังสือของใครก็ไม่รู้ที่จำไม่เคยได้สักที เอาเป็นว่าคนหนึ่งเลี้ยวไปขึ้นเครื่องบิน อีกคนหนึ่งเลี้ยวไปขึ้นรถทัวร์ ทั้งคู่มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ คนหนึ่งใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง อีกคนหนึ่งใช้เวลาสิบสองชั่วโมง นั่งจนริดสีดวงหดกันเลยทีเดียว แต่ข้อดีของการนั่งรถทัวร์ตอนกลางวันคือได้อ่านหนังสือ อ่านไปก็ขำไปเพราะรถทัวร์เปิดชิงร้อยชิงล้านให้ฮากัน ตอนใกล้ถึงหมอชิตเป็นรวมคาราโอเกะอริสมันต์ ฟังแล้วก็ร้องตามไปในใจ โอว เราก็แก่ไม่ใช่เล่น
ขาไปนั่งอ่านหนุ่มนักโบกกับสาวขี้บ่นจบ เกิดอาการคันเท้าอยากก้าวออกจากบ้านมากๆ จนกระทั่งต้องส่งข้อความไปบอกกับผู้เขียน อีกไม่นานคงได้ออกไปสมใจนึก อีกไม่นานแล้ว

on March 21, 2009 at 2:12 am
· Permalink
พี่บดินทร์ก็มาเล่าให้ฟัง
ว่าพี่เอ๋กับพี่ก้องไปหา
on March 21, 2009 at 5:04 am
· Permalink
อ่านบล็อกวันนี้แล้วก็ยิ้มเหมือนเดิม
ยิ้ม.. แล้วก็อิจฉา
อยากไปเชียงใหม่
อยากไปงานศพอาว์
อยากไปโบกรถด้วย
อยากหลายอย่าง แต่องค์ประกอบมันไม่อำนวย
เอาน่ะ อีกไม่นานมันต้องมีวันนั้นสิ
พี่เอ๋สู้ๆ (เจอคำว่าสู้ๆ ทีไรนึกถึงพี่เอ๋ทุกที 55)
on March 21, 2009 at 7:17 am
· Permalink
อ่านแล้ว
อิฐ-ฉา
on March 21, 2009 at 7:23 am
· Permalink
อ่านแล้วยิ้มไปด้วยจริงๆ ^^
อยากนั่งรถไฟชมบรรยากาศมั่ง
แต่ค่ารถไฟแพงกว่ารถทัวร์อีกเนอะ
on March 21, 2009 at 10:57 am
· Permalink
บางที รอยเท้าของคุณนิ้วกลมอาจจะเหยียบซ้อนลงบน
รอยเท้าของเราเข้าแล้วก็เป็นได้ 55555
เชียงใหม่บรรยากาศดีเนอะ จะกี่ครั้งที่ได้ไปเยือนก็รู้สึกดี
on March 21, 2009 at 12:35 pm
· Permalink
ชีวิตพี่เอ๋ไม่เคยหยุดนิ่งเลยจริงๆ
เด๋วไปนู้นไปนี่เด๋วทำนู่นทำนี่
on March 21, 2009 at 1:59 pm
· Permalink
อยากไปเชียงใหม่
แล้วมาเล่าให้คนอื่นฟังมั่ง
มันจะเป็นยังไง
ห้าๆ
on March 21, 2009 at 4:40 pm
· Permalink
พี่เอ๋ดูมีความสุขดีจัง
ว่าแล้วว่าทำไมไม่อั๊พบล็อกตั้งหลายวัน
ไปเชียงใหม่กับพี่ก้องนี่เอง
อ่านเอนทรี่นี้แล้วเหมือนไปกันพี่เอ๋ด้วยเลย
รู้สึกว่าพี่เอ๋จะคันเท้ามากๆเลย
จะรออ่านหนุ่มนักโบกกับสาวผู้โชคร้ายนะ
มีความสุขมากๆค่ะ
on March 21, 2009 at 6:19 pm
· Permalink
ดีนะเนี่ยมาในวันอากาศดี ฝนตกล้างขี้ฝุ่นขี้ไคลให้หมด
สูดอากาศอย่างสบายปอด
คืนนั้นพี่บดินsms มาอวด ว่าพี่ทั้งสองมาเยือนร้าน
อ่านแล้วก็ยิ้ม เดาว่าพี่ทั้งสองจะไปไหนบ้าง
หวังว่าคงเพลิน
on March 21, 2009 at 7:54 pm
· Permalink
นั่งรถไฟไปเชียงใหม่วันเดียวหรอคะ?
ไว้นั่งไปบ้างดีกว่า
มันดูน่าสนใจมากๆ
แต่ละที่ที่พี่ไปน่าสนใจ อยากไปเดินตามบ้าง ^^
พี่นิ้วจะไปไหนอีกแล้วน้า
ไทยเที่ยวไทยเศรษฐกิจไทยคึกคักนะ!
on March 21, 2009 at 9:41 pm
· Permalink
โหๆๆ พี่เอ๋ไปเที่ยงเชียวใหม่มาหรอเนี่ย
พี่ไปเที่ยวบ่อยจัง
พี่เอ๋ไม่ต้องทำงานหรอ?
on March 21, 2009 at 10:05 pm
· Permalink
ได้ข่าวว่าร้านปันยาได้ต้อนรับอาคันตุกะ
รีบเข้ามาติดตามข่าวคราวทันที! : )
อ่านแล้วคิดถึงบ้าน อยากกลับเชียงใหม่….
แม่พาเราไปกินน้ำส้มร้านนั้นตั้งแต่ละอ่อน
แปลว่าหน้าตาดีตั้งแต่เด็กจนโตป้ะพี่เอ๋ ฮ่าๆๆๆๆ
on March 21, 2009 at 10:10 pm
· Permalink
ท่าทางน่าสนุกจริงๆ
on March 21, 2009 at 10:23 pm
· Permalink
ก้อนดินก็แอบมาเล่าให้ฟังเหมือนกันว่าพี่ก้อง กะพี่เอ๋ไปเยี่ยมที่ร้าน
ฮ่า ฮ่า ฮ่า
“ขี้เล่า” จริงๆ
on March 22, 2009 at 1:48 am
· Permalink
อ่านแล้วนึกถึงตอนที่ตัวเองไปเชียงใหม่เหมือนกัน
ว่าแต่พี่เอ๋ไปรถไฟชั้นไหนคะ
หนูไปชั้นสาม คลาสสิคสุดๆ
รถไฟชั้นสามหน้าหนาวในเดือนมกราคมเนี่ย เย็นฉ่ำชุดไปถึงปอดและกระเพาะเชียวค่ะ
เชียงใหม่เนี่ย ไปกี่ทีก้อไม่เบื่อจริงน้า
on March 22, 2009 at 2:01 am
· Permalink
ขอบคุณที่พาเที่ยวครับ
on March 22, 2009 at 2:06 am
· Permalink
-ความจริงก็บอกไปไม่กี่คนนะ ทำไมรู้กันเยอะจัง บ่ได้ขี้เล่าเด้อ…
-น่าจะบอกให้ทางร้านสามัญชนรับหนังสือ a book ไปขายนะครับ เอาไปวางในมุมนักเขียนจิตใจดีก็ได้
ส่วนเรื่องเอาหน้าขึ้นปก ผมคิดว่า แม้พี่เอ๋กับพี่ก้องจะไม่เข้มพอ แต่พี่อัพนี่เอาขึ้นปกได้เลยนะครับ
แต่ต้องให้แกใส่แว่นดำ ทำหน้าตาเฉยๆ ซะหน่อย รับรองเข้มไม่แพ้คุณแดนอรัญ แสงทองเลย (ขออนุญาตนินทา ฮ่าๆๆ)
-แวะไปคารวะศพอาว์รงค์มาเหมือนกันครับ เพราะวัดพระสิงห์อยู่ไม่ไกลจากร้านผมมากนัก เจอนักเขียนมากมาย
ขอไว้อาลัยอาว์รงค์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
-ร้านอยู่ในช่วงตั้งไข่ครับ เลยอาจจะดูไม่ดีอย่างที่โม้ไว้เท่าไร (ยิ่งไปโม้กับคนอื่นไว้เยอะซะด้วย ฮ่าๆๆ)
อย่างรูปใน hi5 ของร้าน กว่าจะออกมาดูดี ก็ต้องอาศัยการสร้างภาพอย่างมากมาย
-ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครกล้ายืมหนังไปดู ยืมหนังสือไปอ่านเท่าไรครับ
สงสัยไม่กล้ายืม เจ้าของร้านยิ่งหน้าดุๆ อยู่ด้วย
-ยาคุมฉุกเฉินขายดีสุดๆ ครับ เพราะเป็นร้านยาเปิดดึกอยู่ร้านเดียว จะไปหาซื้อที่เซเว่นก็ไม่มีซะด้วย
ที่ผมมีกิน มีใช้ มีเงินจ่ายค่าเช่าทุกวันนี้ก็เพราะสินค้าชนิดนี้แหละครับ ต้องขอบคุณผู้ค้นพบยาตัวนี้เป็นคนแรกด้วยนะครับ (บุญคุณยาคุม อารมณ์คล้ายๆ บุญคุณปูดำ ฮ่าๆๆ)
-หากพี่เอ๋กับพี่ก้องโบกรถมาทางนี้เมื่อไร อย่าลืมเข้ามาทักทายบ้างนะครับ
เจอกันเมื่อเจอกันครับ
บดินทร์
on March 22, 2009 at 2:27 am
· Permalink
พี่เอ๋ไปเที่ยวเชียงใหม่มานี่เอง
มิน่าหายไปหลายวัน
ใกล้ออกเดินทางโบกรถกับสาวผู้โชคร้ายแล้ว
เตรียมตัวไปถึงไหนแล้วคะ
แล้วจะรออ่านหนังสือนะคะ
ต้องน่าสนุกแน่เลย
on March 22, 2009 at 11:27 am
· Permalink
อ่านบล็อกพี่เอ๋แล้วชวนคิดถึงเชียงใหม่จังเลยค่ะ
ไม่ได้ขึ้นไปเชียงใหม่หลายปีอยู่ …
อ่านบล็อกพี่เอ๋แล้วยิ่งทำให้คิดถึงเชียงใหม่จริงๆ
คิดถึงบรรยากาศริมทางตอนนั่งรถไฟ …
ขาไปคาดว่าหนูคงไปรอบเดียวกับพี่เอ๋ เพราะตื่นมาก็เช้าพอดี
ได้เห็นวิวข้างทางบ้าง สุนัขขาสั้น(เป็นพิเศษ)กว่าที่ กทม. บ้าง
ขากลับก็รถไฟ แต่เป็นรอบช่วงบ่ายแก่ๆ
กลับยานพาหนะเดิม แต่ทิวทัศน์ให้อารมณ์ต่างกันไป : )
อ่านบล็อกพี่เอ๋แล้ว
บรรยากาศเชียงใหม่ในแผ่นฟิล์มความทรงจำของหนูมันเล่นเองเลยค่ะ : )
จะรอเที่ยวไปกับพี่เอ๋ผ่านหนังสือนะคะ
ว่าแล้วก็อยากออกเดินทางมั่งจัง : )
on March 22, 2009 at 12:44 pm
· Permalink
โหพี่เอ๋มาเชียงใหม่
ดีนะที่มาตอนอากาศดี อิอิ
รอยเท้าพี่เอ๋คงเหยียบซ้อนรอยเท้าหนูไปแล้ว
เชียงใหม่-หางดง ใช่จะไกลน้อ
on March 22, 2009 at 6:36 pm
· Permalink
อ่านแล้ว..
น่าลองเดินตามดูบ้าง
เคยมีเวลาว่าง3วัน 2 คืนอยากไปเชียงใหม่แต่คิดว่ามันน้อยไป
แต่ตอนนี้ไม่และ
.
.
คราวหน้าถ้ามีเวลาไปแน่ๆๆ
เจอกันเชียงใหม่–
on March 22, 2009 at 9:31 pm
· Permalink
อ่านแล้วยิ้ม
บันทึกเอ๋วันนี้ดูมีความสุขจัง
on March 22, 2009 at 9:40 pm
· Permalink
เมื่อเราได้รูจักคนดีๆ
มันทำให้เรามีความสุขอย่างนี้เองหรอเนี่ย
on March 22, 2009 at 10:35 pm
· Permalink
อ่านแล้วรู้สึกอยากไปเชียงใหม่อีกอ่ะ
อยากไปกินอาหารช้าๆ
ไปกินน้ำส้ม
อยากแวะไปร้านปันยา (เป็นร้านยาที่น่าไปมากๆ ^^)
แล้วก็รออ่านหนังสือจากหนุ่มนักโบกกับสาวผู้โชคร้ายด้วย
เห็นพี่เอ๋เขียนว่าเกิดอาการคันเท้านี่รู้สึกคันตามไปด้วยเลยแฮะ ฮ่าๆๆ
on March 23, 2009 at 12:55 am
· Permalink
on March 23, 2009 at 1:01 pm
· Permalink
โอ๊ะ พี่เอ๋ เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา เก๋ก็นั่งอ่านหนุ่มนักโบกฯเหมือนกันเลย : D
อ่านแล้วรู้สึกเหมือนพี่ อยากออกไปโบก..
เดี๋ยวพี่ก็จะได้โบกแล้ว ดีใจแทน+อิจฉาเล็กน้อย
เมื่อวานเก๋ก็ลองแย๊บๆ เพื่อนว่าจะมีใครสมัครใจออกโบกกับเก๋หรือไม่
สรุปได้ว่า ไม่มี ทุกคนบอกว่า มันเสี่ยงเกินไป
อด T-T
ถ้าเก๋เจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์เมื่อไหร่ เก๋ออกโบกแน่ ^^
on March 23, 2009 at 3:33 pm
· Permalink
แนะนำร้านอร่อยสุดๆ
on March 23, 2009 at 3:57 pm
· Permalink
ร้าน ‘ปันยา’ อยู่แถวไหนๆๆ น่าไปนะเนี่ย(ไม่ได้ไปซื้อยาคุมหรือถุงยางนะ)
on March 23, 2009 at 5:58 pm
· Permalink
อยู่เชียงใหม่ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำอย่างนิ้วกลมเลย T_T
ร้านน้ำส้มที่ว่าจะใช้ร้านน้ำส้มสวนสุขหรือเปล่าน๊า
on March 24, 2009 at 12:42 am
· Permalink
ผมพลาดซะแล้วหล่ะพี่
on March 24, 2009 at 12:04 pm
· Permalink
สนุกจังเลยนะคะ เนี่ยขนาดฟังแค่เล่า ขอสมัครเป็นแฟนคลับด้วยคน จะคอยติดตามผลงานต่อไปนะคะ
on March 24, 2009 at 12:56 pm
· Permalink
รอหนุ่มนักโบกอยู่นา
ปล.คนอ่านก็คันด้วย
on April 3, 2009 at 4:39 pm
· Permalink
วันที่พี่เอ๋ กับพี่ก้องไปเยือนร้านปันยา ผมเดินเข้าไปพอดี
ไม่ได้ไปชื้อยา แต่ไปสังสรรค์กับเจ้าของร้าน….
ดีใจทีได้เจอ แต่ไม่กล้าคุยด้วย ชื่นชมผลงานอยู่เงียบๆครับ
on April 10, 2009 at 9:59 pm
· Permalink
แวะมาเยี่ยมครับ….