ความมั่งคั่งปฏิวัติ (1)

ข้อความทั้งหมดนี้นำมาจาก
Revolutionary Wealth
Alvin & Heidi Toffler
สฤณี อาชาวนันทกุล แปล

*ในวงเล็บเป็นเพียงความคิดส่วนตัวที่ทดเก็บไว้

คำนำผู้แปล
การสร้างสรรค์โลกที่ดีกว่าเดิมน่าจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความหวัง ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้ายจนรู้สึกว่าไม่มีทางที่เราจะทำอะไรๆ ให้ดีกว่าเดิม

“ไม่มีคนที่มองโลกในแง่ร้ายคนไหนที่เคยค้นพบความลับของดวงดาว หรือล่องเรือไปยังดินแดนที่ยังไม่มีใครสำรวจ หรือเปิดประตูสรวงสวรรค์ใหม่ให้กับจิตวิญญาณของมนุษย์” – เฮเลน เคลเลอร์ (นักเขียนตาบอด+หูหนวก)

บทที่หนึ่ง
วันนี้เราถูกโจมตีด้วยอีเมลและบล็อก อีเบย์ จนทำให้เราทุกคนกลายเป็นนักการตลาด

ความพยายามที่จะหลบหนีหรือย่างน้อยก็ลืมสถานการณ์ที่สับสนวุ่นวาย ทำให้คนหลายล้านคนหันไปพึ่งโทรทัศน์ สื่อที่ “เรียลลิตี้ทีวี” นำเสนอความจริงแบบจอมปลอม…คนเล่นเกมออนไลน์จ่ายเงินจริงๆ หลายพันล้านดอลลาร์เพื่อซื้อดาบเสมือนที่ไม่มีอยู่จริง

(เส้นแบ่งระหว่างจริง-ไม่จริงพร่าเลือนไปทุกที)

ความสับสนเป็นบ่อเกิดไอเดียใหม่ๆ

เราต้องไม่มองแต่งานที่เราทำเพื่อเงิน แต่ต้องวิเคราะห์งานที่เราไม่ได้เงิน งานที่เราทำในฐานะ “ผู้ผลิต-ผู้บริโภค”

วัฒนธรรมอเมริกันส่งเสริมความเป็นปัจเจกที่เข้มข้นกว่าเดิม หลายคนมองว่ามันคุกคามชุมชน
…ล่อลวงให้เยาวชนไม่เชื่อในอะไรเลย (nihilism)

เวลางานกับนอกเวลางานคลุมเคลือมากขึ้น

คนหลายล้านทำงานที่บ้าน เส้นแบ่งบ้านกับที่ทำงานไม่ชัดเจนอีกต่อไป

ในอีกไม่กี่ปี นิยามของ “บริษัท” ที่ดี่ที่สุดอาจขึ้นอยู่กับว่าใครเข้าถึงข้อมูลอะไร ใครได้รับส่วนแบ่งรายได้จากกิจการไหนในช่วงเวลาใด บริษัทอาจไม่มีพนักงานในความหมายดั้งเดิมหลงเหลืออยู่เลยก็ได้

ผู้บริโภคกลายเป็นผู้ผลิตเสียเอง (แต่งเพลงเองจากการตัดต่อเพลงที่มีอยู่)

เส้นแบ่งระหว่างข่าวกับรายการบันเทิงพร่าเลือน
“พิธีกรข่าวแนวตลก” เล่าเรื่องตลกระหว่างรายงานพาดหัวข่าว
นักโฆษณาสอดแทรกสินค้าเข้าไปในพล็อตของละคร
พรมแดนระหว่างโฆษณากับสิ่งบันเทิงมลายหายไป

การแบ่งกลุ่มคนออกเป็น “เขา” และ “เธอ” นั้นเป็นการกระทำที่กดขี่ เพราะบีบบังคับให้คนต้องเลือกระหว่างสองเพศสภาพ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นทั้งสองอย่าง

มีเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีกว่าแปดร้อยล้านเครื่อง หนึ่งต่อเจ็ดคน

ผู้ใช้อินเตอร์ 800-1,000 ล้านคน (โอว…แม่เจ้า โลกเชื่อมกันหมดแล้ว!)

การปฏิวัติอุตสาหกรรมดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เมื่อบรรพบุรุษของเราเริ่มประดิษฐ์เครื่องจักรมาเพื่อทำหน้าที่ผลิตเครื่องจักรอื่นๆ แทนที่จะผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว

อีกไม่นานเราจะสามารถเดินเที่ยวในเมล็ดข้าวได้ รวมถึงลำไส้ของมนุษย์ตอนที่กำลังย่อยเมล็ดข้าวด้วย

บทที่สอง
ประเด็นสำคัญของความมั่งคั่งคือ ใครมีและไม่มีมันบ้าง และมันมีเป้าหมายอะไร

“เหนือสิ่งอื่นใด ความมั่งคั่งคือการสะสมความเป็นไปได้”
-กาเบรียล เซด (นักเขียนเม็กซิกัน)

ความมั่งคั่งไม่จำเป็นต้องแปลว่าเงิน

บ่อเกิดของความมั่งคั่งคือ ความปรารถนา

ชนชั้นนำในสังคมคือผู้บริหารจัดการความปรารถนา ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการสะสมความมั่งคั่ง

บทที่สาม
ความมั่งคั่งระบบแรก เกิดเมื่อหมื่นปีที่แล้ว เมื่อมนุษย์ยุคหินเริ่มปลูกพืชแถวตุรกี เราเริ่มจัดการธรรมชาติให้เป็นไปตามที่เราต้องการ บรรพบุรุษเริ่มตั้งรกราก เลิกเร่ร่อน

ส่วนเกินจากการสะสมทำให้ชนชั้นปกครองเข้าครอบครองและควบคุมส่วนเกินทั้งหมด…ทำสงครามเพื่อยึดครองที่ดินและแรงงาน เพื่อผลิตส่วนเกินให้มากกว่าเดิมอีก

ทำให้เกิดการแบ่งงานกันทำ แลกเปลี่ยน เกิดการค้า

อุตสาหกรรมเริ่มประมาณ 1600

เดส์การ์ต + นิวตัน

เกิดโรงงาน ชุมชนเมือง ผลิตแบบแมส (มีมาตรฐาน เหมือนกันหมด)

อุตสาหกรรม = กำหนดมาตรฐาน แบ่งงานกันทำ ทำให้ตรงเวลา เน้นเฉพาะจุด รวมศูนย์ ใช้ประโยชน์จากขนาดให้มากที่สุด

ตอนแรกเน้นการผลิต ต่อมาเน้นบริโภค (จึงต้องโฆษณาเพิ่มความปรารถนา)

คลื่นลูกที่สามสลายความเป็นแมส

ลูกที่หนึ่งเพาะปลูก
ลูกที่สองผลิต
ลูกที่สามการให้บริการ ใช้ความคิด ได้ความรู้ และการมีประสบการณ์

คันไถ
สายพานโรงงาน
คอมพิวเตอร์

บทที่สี่
งานก็เหมือนเครื่องจักรไอน้ำ มันเพิ่งแพร่หลายเมื่อสามศตวรรษที่ผ่านมา

ในอนาคตคนจำนวนขึ้น “ทำงาน” แต่คนจำนวนน้อยลง “มีอาชีพ”

นวัตกรรมจริงๆ มักจะเป็นผลงานของทีมที่มารวมตัวกันเฉพาะกิจ

พรมแดนระหว่างสาขาเลือนรางลงเรื่อยๆ

บทที่ห้า
มนุษย์และสังคมเป็นระบบเปิดที่สับสน วุ่นวาย และไม่สมบูรณ์แบบ พื้นที่แห่งความวุ่นวายและความบังเอิญเกิดขึ้นสลับกับพื้นที่แห่งเสถียรภาพที่ดำรงอยู่ชั่วคราว เราต้องการทั้งสองแบบ

ประชาชนกระหายอยากเห็นของที่ทำงานได้ พยากรณ์ได้

งานกำลังจะย้ายมาอยู่ที่บ้าน การช็อปปิ้ง การลงทุน และอื่นๆ ก็ด้วย

แทนที่จะทำงานในองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นเวลาหลายปีกับเพื่อนร่วมงานชุดเดียว ปัจเจกชนกำลังย้ายจาก “ทีมโครงการ” เป็น “ทีมเฉพาะกิจ” และสูญเสียกลุ่มคนทำงาน และได้ผู้ร่วมงานใหม่ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง

คนทำงานจะเป็น “ผู้ทำงานอิสระ”

บทที่หก
มนุษย์ใช้กิจกรรมกลุ่มที่เป็นจังหวะตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเพื่อส่งเสริมให้คนเข้าจังหวะเป็น เพื่อเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ

การเต้นรำประจำเผ่าสร้างความเข้มแข็งให้กับการทำงานเป็นทีม ทำให้การล่าสัตว์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ชาวประมงร้องเพลงเป็นเสียงเดียวกันระหว่างช่วยกันยกแห

งานสายพานในโรงงานต้องการจังหวะเวลาอีกแบบที่เป็นเอกเทศจากฤดูกาลในธรรมชาติ

การใช้เวลาทุกวันนี้เป็นแบบไม่ส่วนตัวและไม่สม่ำเสมอ สับสน ไม่แน่นอนมากขึ้นเรื่อยๆ

บทที่เจ็ด
ธนาคารปิดเอทีเอ็มเร็ว แต่ร้านขายของที่ญี่ปุ่นเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
(จังหวะเวลาไม่ตรงกัน)

บทที่แปด
งานเกษตรได้ส่วนแบ่งจาก “ผลผลิต” ที่ทำได้ ไม่ได้ถูกแปลงจาก “เวลา” ที่ทำ
“เวลา” ยังไม่เท่ากับ “เงิน”

ยุคอุตสาหกรรม ต้องรีดจำนวนจากแรงงานให้เยอะที่สุดในเวลาสั้นที่สุด
จ่ายค่าจ้างเป็นชั่วโมง “เวลาเป็นเงินเป็นทอง”

ให้คิดดอกเบี้ยตามเวลา
การกำหนดค่าแรงจึ้งตั้งอยู่บนเวลามากขึ้นเรื่อยๆ

ปัจเจกชนในฐานะแรงงาน ผู้บริโภค ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และนักลงทุนถูกล่ามเข้ากับเวลา

คนหลายล้าน “ช็อกกับอนาคต” ด้วยเวลาที่หดแคบลง
(เราเจอ “อนาคต” เร็ว และเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราเร็วที่สูงมาก)

เราเกลียดการรอคอย-รอไม่ได้

การทำงานและให้ความสนใจหลายอย่างพร้อมกันมาแทนที่การทำงานทีละอย่าง
เปลี่ยนจากประวลผลตามลำดับเป็นประมวลผลพร้อมกัน

แนวคิดเรื่อง “เวลา” กับ “ระยะทาง” มีความหมายน้อยมาก

เวลาสามนาทีอาจนานชั่วกัปกัลป์บนอินเตอร์เน็ต

เด็กจีนเขียน “นิยายจิ๋ว” เรื่องสั้นที่กินพื้นที่น้อยกว่าสามร้อยห้าสิบคำ ตีพิมพ์บนจอโทรศัพท์มือถือ (เคยคิดเรื่องนี้ไว้ มันเป็นจริงแล้วหรือนี่)

ภาษาย่อเพื่อส่ง sms

ภาพเคลื่อนไหวบนหน้าจอโทรทัศน์ในอเมริกาเปลี่ยนทุกๆ 3.5 วินาที
(ภาพแช่ๆ อาจมีเสน่ห์ในมุมกลับ)

พลังประมวลผลของชิพคอมพิวเตอร์พุ่งเป็นสองเท่าทุกสิบแปดเดือน

ทุกเศษเสี้ยวของเวลาตอนนี้มีค่ามากกว่าเศษเสี้ยวที่แล้ว เพราะเราสามารถสร้างความมั่งคั่งได้มากกว่า

แต่ก่อนคนหลายล้านตื่นเช้า เข้างาน กลับบ้าน กินข้าว ดูทีวี นอน ในเวลาเดียวกัน จังหวะเดียวกัน เดาได้

ออฟฟิศสะท้อนวิถีชีวิตแบบนั้น

โรงเรียนสอนให้เด็กมีวินัยต่อเวลา เพื่อรองรับการงานในโลกภายนอก

แต่เรากำลังจะก้าวเข้าสู่โลกที่เวลาจะเป็นส่วนตัว และอะไรต่อมิอะไรจะเป็นส่วนตัวมากขึ้น

แต่ก่อนมองว่าเวลาพักผ่อนคือไม่ทำงาน แต่เดี๋ยวนี้มันจะยืดหยุ่นกว่าเดิม

ตอนนี้มีรายการที่ตัดเอาแต่ไฮไลท์ของเกมฟุตบอลมาต่อกัน ตัดส่วนที่เหลือออกไปหมด
(อีกหน่อยคนอาจจะเบื่อกับเกมที่น่าเบื่อ ต้องปรับให้มีการทำสกอร์กันง่ายขึ้น มากขึ้น)

ผู้ชมตัดต่อรายการทีวีของตัวเองได้

ทีวีที่มาตามเวลานัดหมายนั้นตายไปแล้ว

พิธีกรรมเช่นการกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากำลังหายไป

ไม่จำเป็นต้องดูทีวีพร้อมกันอีกต่อไป ต่างคนต่างดูตามใจชอบ

ทุกอย่างจะกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ทุกวัน วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง

ยอดขายสินค้าตอนกลางคืนจะเพิ่มขึ้น
(เวลาของโลกไม่มีอะไรเป็น “จริง” อีกต่อไป เพราะโลกถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน ดึกของที่นี่อาจจะหมายถึงเช้าของที่โน่น)

มี “ถนนเที่ยงคืน” ที่บราซิล

สินค้าแบบใช้แล้วทิ้งจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

ความสัมพันธ์ของมนุษย์จะเป็นแบบ “ใช้แล้วทิ้ง” เช่นกัน

ห้างสรรพสินค้าชั่วคราวที่เบอร์ลิน จะเปิดแค่ปีเดียวเท่านั้น

อายุของต่างๆ สั้นลง แฟชั่น ภาพยนตร์ ดนตรี คนดัง
(ความเป็นอมตะอาจไม่มีเหลืออีกต่อไป คลาสสิกก็ไม่มีแล้ว เพราะมันจะเชยเร็วตั้งแต่ยังไม่ได้คลาสสิก)

ความนิยมโทรศัพท์มือถือพุ่งขึ้นควบคู่ไปกับการตรงต่อเวลาที่น้อยลง

คนทำงานอิสระมากขึ้น ด้วยตารางเวลาที่แตกต่างกันมากขึ้น

เวลาสำคัญกว่าเดิม แต่การตรงต่อเวลาสำคัญน้อยลง

Posted on July 9, 2009 at 9:59 pm by Roundfinger · Permalink
In: ทด

8 Responses

Subscribe to comments via RSS

  1. Written by ช่อแก้ว (คนกันเอง มาช้า แต่มาตั้งนานแล้ว)
    on July 10, 2009 at 10:03 am
    Reply · Permalink

    รู้สึกเหมือนได้เข้าห้องเรียนอีกครั้ง

    ดีจังเลย

    น่าใจหายจัง เราเริ่มรูสึกว่าเราเดินตามโลกไม่ทัน
    รูสึกอย่างนี้เมื่อไหร่ ก็รูสึกแก่ๆทุกทีเลย
    ไม่นะไม่ได้

    เมื่อก่อนเราก็เป็นคนตรงต่อเวลามาก
    และตอนนี้มันหย่อนยานไปบ้างแล้ว

  2. Written by ไอฝน
    on July 10, 2009 at 11:24 am
    Reply · Permalink

    จะไม่มีกาลเวลาอีกต่อไป… ใจหายว๊าบ..

  3. Written by maneechalee
    on July 10, 2009 at 2:09 pm
    Reply · Permalink

    ต่อไปคำว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” อาจหมายถึง 3 นาทีที่แล้วก็เป็นได้

    เหอะ เหอะ

    -__-’

  4. Written by nut
    on July 11, 2009 at 2:13 am
    Reply · Permalink

    อ่านแล้วก้อรู้สึกใจหาย ยังไงไม่รู้
    เราว่าโลก คงหมุนเร็วกว ่าคนจะเดินตามแล้ว รึเปล่า

  5. เป็นอนาคตที่ดูหดหูไม่เบา โดยเฉพาะประโยค “เราจะกินข้าวด้วยกันน้อยลง”

    อืมม หรือผมจะเป็นพวกอนุรักษ์นิยมซะแล้วละเีนี่ย :->

  6. Written by tikkygreen
    on July 11, 2009 at 10:06 pm
    Reply · Permalink

    พี่เอ๋ อ่านและจับใจความและสรุปได้ดีมาก อยากจะบอกว่ากำลังอ่้านหนังสือเล่มนี้เหมือนกันค่ะ
    “ความมั่งคั่งปฏิวัติ” เพราะหนังสือเล่มนี้เป็นตำราเรียนเล่มหนึ่งของ นศ.โท MBA ที่กำลังเรียนอยู่ตอนนี้
    ในรายวิชาธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมากๆ เป็นการพยากรณ์ที่ elwin toffler ได้พยากรณ์ไว้
    ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ซึ่งติ๊กคิดว่าก็อาจจะเกิดขึ้นได้จริงเหมือนกันในบางเรื่อง แต่พี่เอ๋สรุปได้ดีมั่กๆ
    ทำให้น่าสนใจขึ้นมาได้ เริ่ดๆ เอ…แต่มันมีอีกหลายบทไม่ใช่หรอค่ะ พี่เอ๋ ฮ่าๆๆ

  7. Written by ป่าน
    on July 14, 2009 at 12:34 pm
    Reply · Permalink

    เหมือนได้กลับมานึกถึงเรื่องราวเก่าๆ
    เพื่อเทียบหาความแตกต่างและเปลี่ยนไป

    มันจะมีสิ่งที่ดีกว่ามั้ย
    หรือทุกแบบล้วนมีข้อดีอยู่ในตัวของมันเอง?

  8. Written by ปั๊ก
    on February 21, 2010 at 10:40 pm
    Reply · Permalink

    ขอบคุณที่เอาสรุปแต่ละบทของหนังสือเล่มนี้มาบอกต่อ ^^

Subscribe to comments via RSS

Leave a Reply