ดีใจได้นั่งคุยกับพี่จุ้ยอีกครั้ง
ชอบฟังเวลาแกพูดจา
สายตาแกเหมือนคุณอาใจดี
เหมือนคุณพี่ที่มีเมตตา
พร้อมเลี้ยงมาม่าผัด
พร้อมจัดข้อคิดดีๆ สู่รูหู
ตักไอติมกิน
ได้ยินคำพูด
ถามพี่จุ้ยเรื่องตอนที่ไปอยู่เชียงใหม่
ถามว่าแรกๆ เหงาไหม
แกตอบว่า แรกๆ ไม่เหงา
อยู่ๆ ไปเริ่มเหงา
ก็เลยลงมากทม.
ได้พบได้เจอกับผู้คนบ้าง
ได้ไปนู่นมานี่
พี่จุ้ยเล่าถึงหนังสือทำไมยิวจึงฉลาด
ในนั้นบอกว่าคนจะฉลาดต้องไปนู่นมานี่
ต้องแลกเปลี่ยนความคิดกับคนอื่นบ่อยๆ
พวกยิปซีถ้าไม่เดินทางเมื่อไหร่ก็เริ่มแย่แล้ว
เคยอ่านเล่มนี้เหมือนกัน แต่ดันลืม
แลกข้อมูลกลับไปเกี่ยวกับหนังสือที่เพิ่งได้อ่านไป
“เศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต” ของคุณยุ้ย
ในนั้นอธิบายเหตุผลที่ “ราคา” ของเมืองแพง
เพราะเมืองเป็นศูนย์รวมคนเก่งๆ
เมื่อเข้ามาอยู่ในเมืองคนเหล่านั้นก็ง่ายที่จะเดินชนกัน
“ราคา” ค่าครองชีพของเมืองก็เลยแพงกว่านอกเมือง
เพราะเป็น “ราคา” ที่รวมค่าพบปะกับผู้คน
ที่จะนำข้อมูลและความรู้มาแลกกันอยู่ในนั้นด้วย
ถามพี่จุ้ยว่า ถ้าเรียนจบแล้วยังไม่รู้ว่าชอบอะไร
ไม่รู้ว่าจะทำงานอะไร จะทำยังไงดี
พี่แกบอกว่า ถ้าตอบไม่ได้ว่าชอบอะไร
ก็ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าไม่ชอบอะไร
คนเราไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองชอบอะไร
แต่มักจะรู้ว่าตัวเองไม่ชอบอะไร
เพราะฉะนั้นต้องลองเยอะๆ ลองให้รู้ว่าไม่ชอบ
จะได้เหลือขอบเขตของสิ่งที่อาจจะชอบแคบลง
ถามต่อว่า แล้วมันจำเป็นไหมที่เราจะต้องทำในสิ่งที่ชอบ
พี่ตอบว่า ก็ไม่จำเป็น อยู่ที่ว่าคุณเป็นคนแบบไหน
ถ้าความสุขของคุณคือความสุขปกติ
แต่งงาน มีบ้าน มีรถ แล้วมีความสุข ก็ไม่จำเป็น
แต่ถ้าความสุขของคุณละเอียดกว่านั้นก็จำเป็น
ถ้ารู้ว่าต้องการจะทำอะไร เพื่ออะไร
มีเป้าหมายที่สูงกว่าความสุขทั่วไป ก็ต้องทำในสิ่งนั้น
เพราะถ้าสิ่งนั้นคือความสุขของคุณแล้วคุณไม่ทำ คุณก็ไม่มีความสุข
คุยถึงแฟนพันธุ์แท้หอยที่ฟังเสียงฝาหอยก็รู้ว่าหอยอะไร
พี่จุ้ยบอกว่านี่แค่ลูกนะ ถ้าเจอพ่อยิ่งกว่านี้อีก
คุณพ่อของคุณพี่แฟนพันธุ์แท้หอยแกศึกษาหอยอย่างจริงจัง
เรียกได้ว่ารู้เรื่องหอยเรื่องเดียวแต่สามารถโยงกับเรื่องอื่นๆ ได้หมด
รู้หนึ่งก็รู้หมด ทำนองนั้น เราเชื่อว่าเรื่องแบบนี้มีจริง
คนเรา ลองถ้ารู้อะไรสักอย่างอย่างกระจ่างจะเชื่อมโยงกับอย่างอื่นได้
เพราะธรรมชาติของสิ่งทั้งหลายล้วนมีวิถีเดียวกัน
ถามไปว่าพี่จุ้ยว่าพี่เป็นแฟนพันธุ์แท้อะไรได้บ้าง
“ไม่ได้เลยว่ะ” พี่ตอบ
“หนังสือล่ะครับ”
“ถ้าใกล้เคียงสุดก็คงเป็นหนังสือ หรือไม่ก็เพลงเพื่อชีวิต”
แต่แกก็ยังบอกห้อยท้ายว่า “ไม่ได้รู้เยอะขนาดนั้น”
แกบอกว่า อยากรู้อะไรใช้วิธีโทรถามคนอื่นเอา
ชอบวิธีของพี่เขา เพราะจริงๆ แล้วคนเราก็เรียนรู้ด้วยวิธีแลกเปลี่ยนข้อมูลกันนี่เอง
พี่จุ้ยบอกว่า ทุกวันนี้โทรศัพท์สำคัญมาก
หากลืมกระเป๋าสตางค์ยังใช้ชีวิตทั้งวันได้ ถ้ามีโทรศัพท์
โทรไปหาเพื่อนให้มารับ โทรไปให้ลงมาจ่ายค่าแท็กซี่ให้
แต่ถ้าไม่มีโทรศัพท์นี่ไม่รู้จะทำยังไง
แกเลยปิ๊งไอเดียว่าน่าจะลองเดินทางทั่วประเทศโดยไม่ใช้ตังค์
ใช้แต่โทรศัพท์ พี่จุ้ยมักมีไอเดียแปลกๆ และน่าลองอยู่เสมอ
ไปนั่งกินข้าวในร้านร้านหนึ่ง
พนักงานติดคำว่า “ขออนุญาต” มากๆ
“ขออนุญาตนะครับ เมนูครับ”
“ขออนุญาตครับ ราดหน้าครับ”
“ขออนุญาตครับ นี่เป็นที่รองจานครับ”
“ขออนุญาตเก็บจานนะครับ”
พี่จุ้ยเลยบอกว่า “ขออนุญาตเก็บตังค์ด้วยครับ”
เล่นเอาพนักงานกลั้นยิ้มไว้ไม่ไหว
พี่จุ้ยเล่าให้ฟังเรื่องไปค่ายนักเขียน
ช่วงเปิดใจที่น้องๆ ออกมาพูดกัน
ตอนแรกที่พูดในห้องก็พูดกันไม่ออก
พี่จุ้ยเลยแนะนำพี่ที่จัดทำว่า “เฮ้ย บรรยากาศ”
พี่เขาจึงชวนน้องๆ ออกไปเปิดใจกันที่สนามหญ้า
เท่านั้นแหละ ใจก็เปิดกันออกมาใหญ่เลยเชียว
“บรรยากาศ” เกี่ยวกับ “อารมณ์” จริงๆ
ถามพี่จุ้ยถึงสิ่งที่พี่แดงเขียนไว้ในหนุ่มนักโบกฯ ฉบับล่าสุด
ว่าสิ่งพิเศษอันดับหนึ่งในชีวิตของพี่คือ การได้เกิดบนเกาะสมุย
แกบอกว่า “เหรอ จำไม่ได้แล้ว” แล้วก็ยิ้มออกมา
“ก็จริงนะ คิดดูสิว่าจะมีสักกี่คนที่ได้เกิดบนเกาะ”
“แต่ไม่มีความคิดที่จะกลับไปอยู่สมุยเลยใช่ไหมครับ”
“เออ ไม่เคยเลย สงสัยว่ายังไม่ใช่ตอนนี้มั้งเนอะ
ถ้าอีกหน่อยก็ไม่แน่ วันไหนขี้เกียจฟังเพลง ขี้เกียจอ่านหนังสือแล้ว
อยากนั่งอ่านทะเลดีกว่า อีกหน่อยอาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้นะ
อ่านทะเลสนุกกว่า” ชอบคำพูดพี่ครับ ง่ายๆ แต่เห็นภาพ
“ผมว่าเป็นไปได้ว่าอาจจะหยุดอ่านหนังสือ แต่เพลงนี่คงไม่หยุดฟัง”
“เดี๋ยวนี้พี่ก็ไม่ค่อยฟังเพลงแล้วนะ รู้สึกว่ามันเป็นแค่เสียงสูง-ต่ำ
ฟังๆ ไปก็เริ่มเหมือนๆ กันหมดนะ แต่หนังสือยังมีเนื้อหาที่เราอยากรู้
มีอะไรใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ”
“เคยอ่านหนังสือแล้วเฉยๆ บ้างไหมครับพี่”
“เคยนะ มีอยู่ช่วงหนึ่ง อ่านอะไรก็ไม่สนุก ก็คิดในใจว่าซวยแล้วกู
กี่เล่มกี่เล่มก็ไม่สนุก เลยคิดว่าสงสัยปัญหาจะไม่ได้อยู่ที่หนังสือแล้ว
อยู่ที่เรานี่แหละ”
ดีใจที่ได้นั่งคุยกับพี่จุ้ยอีกครับ
ก่อนเจอเรา พี่จุ้ยก็มีนัดหนึ่งนัด
หลังเจอก็มีอีกหนึ่ง
การได้คุยได้แลกเปลี่ยนความคิดกับคนเยอะๆ น่าสนุกดี
วันนี้หยิบ “หนุ่มนักโบกกับสาวขี้บ่น” ไปให้พี่จุ้ยเซ็น
แกเซ็นว่า “ขอให้เบิกบานกับการอ่านและการเดินทาง”
สิ่งที่ได้มาจากการนั่งคุยกับพี่ผู้ใจดีในวันนี้ก็คือสองสิ่งนั้น
สิ่งที่จะทำให้ชีวิตเบิกบานก็คือการอ่านและการเดินทาง
รวมถึงการเดินทางแล้วได้พบเจอผู้คนที่มีบทสนทนาดีๆ
และน่าจะยิ่งเบิกบานขึ้น เมื่ออ่านและเดินทางแล้วได้เขียน
เพราะการเขียนเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข
ถามพี่จุ้ยไปว่า เวลาโบกรถต้องโบกรถอะไรดี
แกตอบว่า “โบกไปเถอะ โบกได้ทุกอย่างนั่นแหละ”
ปล.ทั้งหมดนี้จำมาจากความทรงจำอันน้อยนิดของผมเอง
หากมีอะไรผิดพลาดไปขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว
ขอบคุณข้อคิดดีๆ จากพี่จุ้ยครับ : )