Archive for March, 2009
ชวนไปดูเขา ‘ปล่อยแสง’ กัน
TCDC เคยจัดงานปล่อยแสงไปแล้วหนึ่งหน คราวนี้เขากำลังจะจัดงานดีๆ นี้อีกครั้ง งานปล่อยแสงคืองานที่เปิดเวทีให้ผู้คนได้เอา ‘แสง’ มาปล่อยกัน มีทั้งแสงจากนักปล่อยมืออาชีพ และแสงจ้าๆ จากมือที่กำลังจะอาชีพ งานจะจัดขึ้นในวันที่ 13-15 มีนาคมนี้ ซึ่งก็คือศุกร์-เสาร์-อาทิตย์นี้นี่เอง วันเสาร์-อาทิตย์นั้นเริ่มบรรเลงกันตั้งแต่ 15.00-21.00 น. TCDC จะเปิดตลาดของทำมือให้ช้อปกันเต็มที่ แต่ที่จะมาชวนกันอย่างจริงจังขึงขังในวันนี้ก็คือ ‘งานปล่อยแสง2′ ในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ต่างหากครับ จะมีเหล่ายอดมนุษย์อุลตร้านักปล่อยแสงพลังแรงทั้งหลายมาเล่าไอเดียก่อนที่จะมาเป็นผลงานของพวกเขาให้พวกเราฟัง โดยจะมีลูกอุลตร้าปะปนมากับเจ้าพ่อเจ้าแม่อุลตร้าทั้งหลายนั้นด้วยอีกหนึ่งหน่อ ลองลิสต์รายชื่อให้ดูครับ เผื่อจะยั่วยวนให้อยากไปร่วมฟังกันมากขึ้น คุณนิธินันท์ อัศวธร (ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์แนะนำหนุ่มสาวให้รู้จักกัน www.meetnlunch.com) คุณสุรพล ลีลสภาณุมาศ (เจ้าของร้านประตูสีฟ้า เอกมัย) คุณรุ่งโรจน์ อุปถัมปภ์โพธิวัฒน์ (หนึ่งในผู้ก่อตั้ง smallroom) ดีเจฤทธิ์ คลื่นแฟต (ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ www.coolswop.com) รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ (ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น) คุณธนบูรณ์ สมบูรณ์ (ช่างภาพผู้หารายได้สร้างห้องสมุดให้เด็กๆ) คุณสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ (พี่เช็ค คนค้นคนนั่นเอง) คุณแขก ศิลปไชย (ผู้ทำโครงการคอนโดปูไข่เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปูม้า) [...]
07.03.52: ดญ.กับลุงเฉาก๊วย
ในวันที่อากาศร้อนเหมือนพระอาทิตย์ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า เด็กผู้หญิงคนหนึ่งหิวน้ำ แวะพักที่ร้านลุงขายเฉาก๊วย ลุงยิ้มให้แล้วตักเฉาก๊วยใส่ชามยื่นให้เด็กน้อย เด็กน้อยยิ้มกลับ แล้วรับชามเฉาก๊วยที่ถูกโปะด้วยน้ำแข็งไป ใช้ช้อนตักเข้าปาก เคี้ยว แล้วยิ้มร่า บอกกับลุงว่าอร่อย ลุงบอกว่า “ถ้าอร่อย พรุ่งนี้ก็มากินอีกสิ” เด็กหญิงยิ้ม “แน่นอนลุง อร่อยแบบนี้จะกินทุกวันเลย” วันรุ่งขึ้น เด็กหญิงอยากกินเฉาก๊วยอีก จึงวิ่งร่ามาหาลุงเฉาก๊วย “ขอถ้วยหนึ่ง” ลุงตักเฉาก๊วยและโปะน้ำแข็งดังเดิม “อร่อยจัง” เด็กน้อยเคี้ยวเฉาก๊วยด้วยสีหน้าระรื่น อีกวันหนึ่ง เด็กน้อยเดินผ่านร้านเฉาก๊วยไปเฉยๆ ลุงจึงเอ่ยปากถาม “วันนี้ไม่กินเฉาก๊วยเหรอหนู” เด็กน้อยส่ายหน้า วันนี้ไม่มีรอยยิ้ม เธอหันมาบอกเพียงว่า “แม่ไม่ให้กิน” ลุงเฉาก๊วยบอกว่า “อืม คุณแม่คงเป็นห่วง เฉาก๊วยมันหวานก็จริง แต่กินมากๆ ก็คงไม่ดี อีกอย่างหนูก็ยังเด็ก ฟันจะผุเอาได้ง่ายๆ” เด็กน้อยพยักหน้า “หนูเข้าใจว่าแม่เป็นห่วง แต่หนูก็ชอบเฉาก๊วยของลุงนะ อย่าหยุดทำ หนูเชื่อว่ามีเด็กอีกหลายคนเลยล่ะที่อยากกิน” ลุงยิ้ม เด็กน้อยพูดต่อ “ถึงหนูจะไม่กินเฉาก๊วยของลุง แต่หนูก็จะเดินมายิ้มให้ลุงทุกวันนะ” ว่าแล้วเธอก็ส่งยิ้ม และส่งลูกบอลสีเหลืองให้กับลุงเฉาก๊วย “อะ หนูให้ ตราบใดที่ลุงยังขายเฉาก๊วย ลุงพกมันไปด้วยนะ” ลุงรับลูกบอลมากับมือ [...]
05.03.52: บรรยากาศดี
ไปอยู่ที่อะเดย์ทั้งวันอีกแล้ว ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนทำหนังสือของตัวเองอย่างใกล้ชิดแบบนี้มานานละ ได้พี่บิ๊กกับน้องๆ ช่วยทำให้มันเป็นรูปเป็นเล่มให้จนสำเร็จ แต่เล่มนี้ได้มาดูใกล้ๆ ก็สนุกดีเหมือนกัน นึกถึงตอนทำกัมพูชาฯ เนปาลฯ ที่ตอนนั้นมานั่งจ้องจอกับ ‘ต่อ’ ไปที่ละรูปทีละหน้า เห็นโบกับกอล์ฟนั่งพิสูจน์อักษรกันทั้งวันอย่างขะมักเขม้น หน้ามันย่องเหมือนทาด้วยน้ำมันพืช ดูแล้วน่าเหนื่อยเหมือนกัน แต่เปิ้ล (แฮพเพนนิ่ง) เคยบอกว่าการตรวจปรู๊ฟนั้นเหมือนการเล่นเกมจับผิด จับได้ก็สนุก พอคิดได้แล้วลองหันไปดูโบกับกอล์ฟอีกที สองคนนี้อาจจะกำลังนั่งเล่นเกมกันอยู่ทั้งวันก็เป็นได้ จะว่าไปการนั่งอ่านหนังสือทั้งวันก็เป็นอาชีพที่สนุกดี ได้ทั้งความรู้และความบันเทิง จะทำอะไรสนุกหรือไม่ก็คงขึ้นอยู่กับทัศนคตินี่เอง ถ้ามองว่าหนุกมันก็มีเรื่องให้หนุก ถ้ามองให้ทุกข์มันก็ทุกข์ได้ทุกเรื่อง นั่งอยู่ที่อะเดย์ใต้ต้นไม้ใหญ่เห็นผู้คนเดินมาเดินไปแล้วรู้สึกว่าบรรยากาศเหมือนบ้านดี บอกพี่ก้องกับพี่ปองไปว่า “ชีวิตพวกพี่นี่รื่นรมย์ดีนะครับ” พวกเขาตอบว่า “ไม่หรอก มีแขกก็แบบนี้ มีแขกก็ต้องนั่งคุยกับแขกหน่อย” หันไปมองตัวเองในกระจก ก็ยังไม่เป็นอาบังนี่หว่า บอกพี่เขาไปว่า “ไม่ใช่แขกแล้วคร้าบ” บรรยากาศของที่ทำงานนั้นน่าจะมีผลต่อจิตใจและตัวงานที่ทำกันออกมา ชอบบรรยากาศสบายๆ แบบนี้ แม้ว่าพอเดินเข้าห้องทำงานไปแล้วทุกคนจะปรับโหมดเปลี่ยนสมองสู่โหมด ‘ทำงาน’ กันอย่างจริงจังก็ตาม แต่พอเปิดประตูออกมาข้างนอกมันรู้สึกเหมือนสนามหน้าบ้าน ได้เจอผู้คนร่วมบ้านเดียวกัน ทักทาย นั่งคุย สบายๆ ซึ่งอาคารสำนักงานที่ราคาค่าเช่าแพงๆ มักไม่ค่อยมีพื้นที่สบายๆ อย่างนี้ให้คนได้พบปะพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและส่งยิ้มให้กัน เป็นบรรยากาศเดียวกันกับโปรดักชั่นเฮ้าส์ที่ดูเป็นบ้าน (House) มากกว่าเอเจนซี่โฆษณา แต่จะว่าไปก็ไม่เกี่ยว ตอนที่อยู่ออฟฟิศแรก [...]
04.03.52: ทีสิส, คิด, คนเก่ง
ตื่นแต่เช้าไปตรวจทีสิสน้องๆ ที่ไอดี ไอดีเหมือนเดิมแทบไม่เปลี่ยน ได้เจออาจารย์หลายๆ ท่าน ดีใจที่อาจารย์กุลธิดา (อาจารย์ที่ปรึกษา) เป็นแฟนหนังสือเรา อาจารย์บอกว่าน่าเอาหนังสือมาใส่ไว้ในห้องสมุดที่ไอดี อืม น่าทำน่าทำ เจอพี่ม่อน อาจารย์ประเทือง อาจารย์โสมภาณี และอาจารย์ใหม่ๆ ที่เราไม่รู้จัก เจอพี่ตู่ที่เคยทำงานโฆษณาแต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้ว พี่ตู่มีอาชีพเป็นนักออกแบบหนังสืออิสระ (ฮ่าฮ่า คำนี้เมื่อตอนเย็นคุณยุ้ยตั้งคำถามว่าทำไมเวลาเรียกนักเขียนนักแปลเราต้องต่อด้วยคำว่า ‘อิสระ’ ลงไปข้างท้าย ก็จริง แม่ค้ากล้วยแขกอิสระ, แม่ค้าขายพวงมาลัยอิสระ หรือซาเล้งอิสระก็มีเหมือนกัน) ตรวจทีสิสน้องสนุกดี น้องๆ คิดงานกันเก่งดี แต่งานไม่เยอะเท่าไหร่ รู้สึกว่างานน้อยกว่าสมัยพวกเราทำกัน บอกน้องไปว่าให้พรีเซ้นท์งานให้สนุกกว่านี้ ครีเอทกว่านี้ ถ้าอยากเป็นครีเอทีฟต้องเป็นตลอดเวลา ไม่ใช่เป็นครีเอทีฟเฉพาะตอนนั่งคิดงานเท่านั้น นั่งคุยกับอาจารย์ประเทืองเรื่องเขียนหนังสือ แกบอกว่าเราเขียนหนังสือในมุมมองคนอ่านมากๆ ถ้าเป็นแกเขียนคงเขียนในมุมมองอาจารย์ที่รู้ไปหมดทุกเรื่อง อยากจะสอนๆๆๆ ซึ่งคงน่าเบื่อ ไม่มีใครอยากอ่านคนมาสอนสั่ง แกบอกว่าเขียนต่อไปเถอะ เขียนไปเรื่อยๆ เพราะตอนแก่เธอก็จะเขียนอย่างอื่นแล้ว ชอบอาจารย์ก็ตรงนี้ ยุให้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ทำในสิ่งที่ถนัดและเป็นตัวเอง ไม่ได้มากะเกณฑ์ว่าจะต้องทำแบบนั้นแบบนี้ นั่งคุยกับอาจารย์ศิษฯ เรื่องเท็กซ์ไทล์ คุยกันมากกว่าที่เคยคุยกับแกมาทั้งหมดสมัยเรียนเสียอีก แปลกดี เวลาจบแล้วกลับอยากฟังอาจารย์สอนอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น งงนิดหน่อยที่เห็นน้องๆ หลายคนเดินผ่านอาจารย์ไปโดยไม่ยกมือไหว้สักแอะ ดูน้องก็เหมือนดูตัวเองย้อนกลับไปในวันนั้น [...]
03.03.52: a day
หนึ่งวันที่อะเดย์ เจอคนมากมาย เจอพี่โหน่งที่ไม่ได้เจอตั้งนานแล้ว พี่โหน่งยังน่ารักเหมือนเดิม พี่โหน่งกำลังจะมีหนังสือชื่อ try รวมจากในอะเดย์ น่าอ่านดี เจอพี่ปอง เจอพี่ก้อง นั่งกินข้าวกัน พี่ก้องเล่าเรื่องที่ไปเจอพี่โจน จันไดที่เชียงใหม่มา เรื่องเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ GMO เขาว่าเมล็ดพันธุ์บ้านเราวิกฤติแล้ว เมล็ดพันธุ์พืชที่เราซื้อๆ กันนั้น ในรุ่นสอง (หมายถึงเมล็ดรุ่นที่มันอยู่ในผลที่เราปลูก) นั้นมันจะพิการ นำไปปลูกแล้วมันจะไม่งอกเป็นต้น เพราะเขาตัดแต่งยีนให้มันเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่แค่นั้น เมล็ดพันธุ์พวกนั้นยังต้องใช้ยาฆ่าแมลงในยี่ห้อที่กำหนดอีกต่างหาก แถมยังมีเรื่องกฏหมายเมล็ดพันธุ์ว่า ถ้าไม่ได้ซื้อเมล็ดพันธุ์ยี่ห้อนี้จะไม่มีสิทธิ์ปลูก คือถ้ามีเมล็ดพันธุ์ยี่ห้อนี้ปลิวมาลงแปลงสวนเรา แล้วต้นงอกขึ้นมา เราก็มีสิทธิ์ถูกจับได้ โอว เมล็ดพันธุ์ที่เคยเป็นธรรมชาติกลายเป็นสิ่งมียี่ห้อไปแล้ว คนเรามองทุกอย่างเป็นสินค้า มองทุกอย่างเป็นเงิน และอยากเป็นเจ้าของทุกสิ่งแม้กระทั่งธรรมชาติ นั่งจัดรูปเล่มกับโอห์ม โอห์มใจเย็นดีจริง ตกเย็นเจอแตม ยังไฟแรงเหมือนเดิม นั่งคุยกันไปมาก็ได้งานอีก แตมเอาเพลงใหม่ที่เพิ่งแต่งมาร้องให้ฟัง เพราะและน่ารักดี นั่งคิดปกซีดีนิ้วแบนด์กันสนุกสนานทั้งที่ยังไม่มีเพลง! อ้อ เพลงที่แตมร้องให้ฟังอาจจะได้อยู่ในแผ่นนิ้วแบนด์ด้วย ว่าแต่มันจะมีแผ่นออกมาจริงๆ เมื่อไหร่กันนี่ คุยกันเรื่องทำงาน ถามแตมไปว่าภาวะไหนทำให้แต่งเพลงออก แตมตอบว่า ภาวะที่ว่างมากๆ จนเจียนบ้า พอใกล้บ้าแล้วจะแต่งออก และก็การได้ร่วมงานกับคนที่พูดคุยถูกคอ ทำดนตรีดีๆ [...]
02.03.52: แฮ่ก
แฮ่ก…ต้นฉบับปอกกล้วยฯ เสร็จแล้ว เหนื่อยราวเข็นกล้วยขึ้นภูเขา…แฮ่ก
28.02.52: เจอนี่
ก่อนนอนได้ดูรายการ Journey ที่เรย์พาไปเที่ยวฉะเชิงเทรา น่าสนุกดี น่าไป อยากไปบ้านวิมานดิน เรย์น่ารักเหมือนเดิม ไม่ได้ดูรายการของเรย์ตั้งนานแล้ว รู้สึกว่าเรย์นิ่งขึ้นเยอะเลย แต่ชอบมาดนี้ กวนแบบแก่ๆ ดูเท่ดี ชอบการแต่งตัวด้วย ดูธรรมดาและเป็นธรรมชาติดี เหมือนหม้อต้มยำสังกะสีในเรือตอนที่คุณครูพาไปดูค้างคาว อะไรที่ไม่เก๊กก็น่ารักแบบนี้นี่แหละ วันนี้ไปซื้อหนังสือ ‘พุทธทาสตอบคำถาม’ มาอ่านเล่น แพงมาก 325 บาทแน่ะ! ท่านพุทธทาสบอกว่า “ธรรมคือทุกสิ่ง” “ทำหน้าที่ของมนุษย์ตามที่ตนจะทำได้ให้ดีที่สุดนั้นเรียกว่าประพฤติธรรม ประพฤติธรรมแล้วมันจะเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและอื่น นี่คือประพฤติธรรม” ‘ทำ’ ให้เป็น ‘ธรรม’ ทำในสิ่งที่ควรทำ ในสิ่งที่น่าจะทำ ทำไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น
28.02.52: พี่ปาน เสื้อเชิ้ต จุฬาฯ
อ่านสมุดบันทึกที่พี่ปานเคยให้มาสมัยที่กำลังจะลาออกจากเบอร์เนทท์ ซึ้ง ของซึ้งๆ นี่แปลก ยิ่งเวลาผ่านยิ่งซึ้งหนัก ตอนอ่านมาถึงประโยคที่พี่ปานเขียนว่า “การพลัดพรากเป็นเรื่องปกติ!!” ก็พอดีกับที่กำลังฟังเพลงบอบบางของสี่เต่าเธอ โอว น้ำตาแทบเล็ด จึงได้คิดว่าไม่ได้คุยกับพี่ปานตั้งนานแล้ว ในสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยข้อความและข้อคิดดีๆ ที่พี่ปานเขียนให้นั้น หน้าสุดท้ายพี่ปานเขียนว่า “สุขใจ หรือ ทุกข์ใจ โทรได้…” เมื่อเปิดมาถึงหน้านี้จึงไม่รอช้า รีบโทรไปหา พี่ปานคุยด้วยอย่างน่ารักดังเดิม ดีใจเมื่อได้ยินว่าพี่เขาอ่านหนังสือของเราทุกเล่ม บอกว่าเคยเข้ามาในบล็อกด้วย โอว น่าดีใจจริงๆ คุยกันไม่นานนักแต่รู้สึกดีมาก เวลาที่ได้คุยกับคนที่เคยสนิทกัน แล้วห่างหายกันไปนานๆ นี่มันรู้สึกดีแบบนี้นี่เอง จะจำไว้ว่า อย่าเขิน นึกถึงใครขึ้นมาโทรไปหาเขาเลย ไปสยามฯ (สถานที่ที่ต้องไปเมื่อไม่รู้จะไปไหน) ซื้อเสื้อเชิ้ตมาหนึ่งตัว แม่ดีใจมากที่ลูกชายจะมีเสื้อเชิ้ตกับเขาแล้ว ส่วนเราเองดีใจที่เสื้อเชิ้ตราคาถูกกว่าที่คิดไว้ แค่ 370 บาทเอง ไปเดินเล่นในจุฬาฯ จุฬาฯ เปลี่ยนไปเยอะมาก ตึกใหม่ๆ ขึ้นยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ตึกเก่าก็ถูกทุบทิ้งไป ไม่ค่อยชอบหน้าตาตึกใหม่เท่าไหร่ ดูแข็งๆ แห้งๆ ยังไงก็ไม่รู้ ไม่ชอบตึกกระจกมั้ง ไม่ชอบตึกใหญ่ๆ มันดูเหมือนออฟฟิศมากกว่าโรงเรียน ดูไม่ค่อยเป็นมิตร สเกลยักษ์ไม่ใช่สเกลมนุษย์ [...]
27.02.52: เป้าหมายของปริญญาตรี
ได้อ่านคอลัมน์อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ในมติชนสุดสัปดาห์เรื่อง ‘สังคมอุดมศึกษา’ แกเขียนว่า “เป้าหมายเดิมของการศึกษาระดับปริญญาตรีโดยเฉพาะที่อังกฤษและยุโรปนั้น คือความสามารถที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเรียนอะไรในระดับนี้ก็ตาม ก็ล้วนเรียนเพื่อที่จะได้สามารถไปเรียนเองถึงระดับไหนก็ได้ที่ตัวเองพอใจ ไม่เฉพาะแต่เรียนเองได้ในวิชาที่เรียนมาเท่านั้นนะครับ แต่เรียนเองได้ในทุกวิชา และทุกเรื่อง เพราะรู้แล้วว่าวิธีเรียนรู้เรื่องต่างๆ นั้นต้องทำอย่างไร ตั้งแต่ชั้นเริ่มต้นจนปลาย” อาจารย์บอกว่าการเรียนการสอนในสมัยนี้นั้นไม่ได้มุ่งที่จะสร้างความสามารถในการเรียนเอง เอาแต่เน้นเนื้อหา ทั้งๆ ที่เนื้อหาเป็นสิ่งที่เปิดหนังสืออ่านเองเมื่อไหร่ก็ได้ แถมมหาวิทยาลัยต่างๆ ยังทำหน้าที่ ‘ผลิต’ คนไปป้อนตำแหน่งงาน คือผู้ที่มีความรู้เฉพาะด้านในระดับสูงเท่านั้น “ปริญญาตรีเป็นเพียงบันไดขั้นแรกเพื่อก้าวไปสู่ความรู้ระดับสูงดังกล่าว ไม่ใช่บันไดขั้นสุดท้ายสำหรับการเรียนรู้เองตลอดชีวิตอีกต่อไป” ดูเหมือนว่าเราจะได้บัณฑิตที่รู้ลึกแต่แคบมากกว่ารู้กว้างแล้วสามารถแตกหน่อความคิดของตัวเองต่อไปได้ด้วยการเรียนรู้นอกห้องเรียน ทั้งๆ ที่ในโลกยุคใหม่ที่อะไรๆ ก็วิ่งเร็ว เปลี่ยนแปลงจนแทบตามไม่ทันนั้นต้องการคนที่มีความรู้หลากหลายและมีความสามารถในการปรับตัว เชื่อมโยงความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกันมากกว่าคนที่รู้แคบๆ แข็งๆ อาจารย์นิธิแนะนำว่า มหาวิทยาลัยที่ต้องเร่งสร้างคือ สร้างสังคมไทยให้เป็นมหาวิทยาลัย คือให้การเรียนรู้ด้วยตนเองนั้นเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายและสะดวกทั้งสังคม มีสื่อที่ให้ความรู้และความคิดที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ มีห้องสมุดดีๆ กระจายไปทั่วประเทศ มีพิพิธภัณฑ์ที่ให้ความรู้ด้านต่างๆ อยู่มากมายในทุกท้องถิ่น มีสมาคมวิชาการและวิชาชีพที่มีกิจกรรมให้ความรู้ทั้งแก่สมาชิกและแก่สาธารณชนอยู่จำนวนมาก มีปาฐกถาสาธารณะในเรื่องต่างๆ ที่เปิดให้ผู้คนเข้าฟังหรือเข้าร่วมได้มากมาย เมื่อมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้สังคมทั้งสังคมก็คือห้องเรียน และทุกคนก็สามารถเป็นนักเรียนที่เรียนด้วยตัวเองได้ แต่ก่อนผมเคยคิดว่าบ้านเรามีความรู้นอกห้องเรียนน้อยเกินไป แต่เดี๋ยวนี้ก็ได้เห็นว่ามีองค์กรต่างๆ พยายามจะบอกเล่าความรู้สู่รูหูของผู้คนอยู่เสมอๆ มีแหล่งความรู้เปิดใหม่อีกหลายแหล่งที่น่าสนใจและน่าสนุก ปัญหาอาจจะอยู่ที่ตัวนักเรียนเองว่าหลังจากเรียนจบปริญญาจากมหาวิทยาลัยแล้วยังอยากที่จะ ‘เรียน’ อยากที่จะ [...]
