Archive for May, 2009
ชาวเกาะ
Brighton, UK Dec 2008
ขี่
Brighton, UK Dec 2008
ล่อง ลอย
Brighton, UK Dec 2008
Brighton
Brighton, UK Dec 2008
ต่างคนต่างกลับ
Brighton, UK Dec 2008
หิน
บางครั้งความมหัศจรรย์ซ่อนตัวอยู่ในความธรรมดา เช่นกันกับที่บางคราความธรรมดาก็ซ่อนอยู่ในความมหัศจรรย์ เมื่อเห็นหินวางซ้อนอยู่บนหิน ดวงตาหลายคู่ลุกวาว ดวงใจหลายดวงเต้นถี่ สมองนึกตรองคำถาม–ด้วยฝีมือแห่งความมหัศจรรย์อันใด? ดูเผินๆ คล้ายความมหัศจรรย์ หากมองมันด้วยข้อจำกัดแห่งศักยภาพของมนุษย์มือเปล่า แต่หากมองด้วยใจที่ว่างเปล่า ด้วยตาดวงเดียวกับจักรวาล อาจพบว่ามันเป็นความธรรมดาประการหนึ่ง เป็นความธรรมดาเช่นเดียวกับที่หินหลายก้อนวางซ้อนกันอยู่บนหินก้อนใหญ่ หินก้อนใหญ่ที่มนุษย์มักจะลืมไปว่ากำลังเดินดุ่มอยู่บนนั้น หินที่มีชื่อว่าโลก ไกลโพ้นออกไปหลายปีแสง หินอีกก้อนหนึ่งส่องแสงสว่างมายังโลกใบนี้ ดูคล้ายความมหัศจรรย์ คล้ายเป็นแหล่งพลังให้สรรพชีวิต หากแต่ถ้ามองด้วยสายตาแห่งดวงอาทิตย์ มันไม่ได้คิดไม่ได้ตั้งใจที่จะฉายแสงส่องมาเพื่อใครทั้งนั้น เป็นไปโดยธรรมดา ใช่หรือไม่ว่า-ดวงอาทิตย์ก็เป็นหินก้อนหนึ่ง ใช่หรือไม่ว่า-มนุษย์ก็เป็นธุลีหิน ภาพนี้จึงเป็นเรื่องของหินทั้งสิ้น ทั้งสิ่งที่จ้องมอง สิ่งที่ถูกมอง สิ่งที่ส่องแสง เช่นกันกับจักรวาลแห่งหิน เป็นสิ่งมหัศจรรย์พอๆ กับที่มันเป็นสิ่งธรรมดา ไม่มีหินก้อนใดยิ่งใหญ่ไปกว่าหินก้อนใด ไม่ว่าหินก้อนไหนก็เคยเป็นหนึ่งเดียวกันมาก่อน ก่อนที่จักรวาลจะได้ยินคำว่า หิน โลก ดวงอาทิตย์ และมนุษย์ ก่อนที่นามสมมุติทั้งหลายจะเกิดขึ้น ก่อนที่หินจะถูกเรียกว่า ‘หิน’ ทุกสิ่งล้วนเป็นไปโดยธรรมดา มีเพียงมนุษย์ที่เรียกมันว่า ‘หิน’ ตัวมันเองไม่เคยโอ่อ้างขนานนามตัวเอง มันเป็นเพียงสิ่งนั้น เป็นหนึ่งเดียวกันกับสรรพสิ่ง มิใช่หิน มิใช่สิ่งมหัศจรรย์ มิใช่สิ่งสามัญธรรมดา มิใช่สิ่งใดเลย.
ไปกล้วยกันไหม?
อยากมาชักชวนตั้งนานแล้ว แต่พอดีว่าช่วงนี้ยุ่งขิงเหมือนลิงตีกัน (ซึ่งก็ยังยุ่งน้อยกว่าม็อบตีกัน) จึงไม่ได้อัพบล็อกเลยแม้แต่น้อยนิด ว่างสักแป๊บจึงมาพิมพ์สั้นๆ เพื่อชวนกันไปปลูกกล้วยในป่าที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ในโครงการของพี่นิคม พุทธา นักปลูกป่ามือดี ใจดี ส่วนสะดือหรือตาตุ่มจะดีหรือไม่ อันนี้ขอเชิญชวนให้ไปดูใกล้ๆ กันเอาเอง ผมกับพี่ก้องรวมถึงน้องสาวได้นั่งคุยกันยาวๆ กับพี่นิคมที่เชียงใหม่เพราะได้รับความกรุณาปราณีจากพี่อิ๋วที่ช่วยหาที่พักและแกล้งนัดแนะพี่นิคมให้มาเจอกับพวกเราโดยบังเอิญ พี่นิคมจึงเอ่ยปากว่าเขากำลังจะทำโครงการปลูกกล้วยป่าในเขตดอยหลวงเชียงดาว เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงตรงนี้ ก็คงจะมีคนถามไถ่ว่า “ทำไมต้องเป็นกล้วย?” คำตอบจึงเดินตามมาในทันใด รีบเลื่อนตาลงไปบรรทัดถัดไปก็จะเจอ! หนึ่ง เพราะกล้วยเป็นพืชท้องถิ่นดั้งเดิม ปลูกง่าย ตายยาก (ลอกพี่ก้องมา) สอง พระกล้วยช่วย! (เหมือนพระเจ้าช่วย!) กักเก็บน้ำ ให้ป่าชุ่มชื้นเหมือนผิวสาวที่หมั่นทาม้อยซ์เจอไรเซอร์ สาม นอกจากลิงแล้ว กล้วยยังเป็นอาหารให้สัตว์ป่าชนิดอื่นอ้วนพี สี่ กล้วยเป็นพืชสมุนไพรให้กับผู้คน ห้า กล้วยยังช่วยยึดหน้าดินไปให้ไหลไปกับน้ำป่าที่ไหลหลากอีกต่างหาก หก กล้วยป่ายังเป็นแนวกันไฟ ไม่ให้ไหม้ลามไปกันใหญ่ แต่กันไว้ให้อยู่ในอาณาเขตของทิวกล้วย เจ็ด กล้วยไม่เคยโกงกิน ไม่หนักแผ่นดิน ไม่แย่งกันเป็น รมต. (เฮ้ย อันนี้อารมณ์ส่วนตัว ใจเย็น ใจเย็น) เอาเป็นว่าเจ็ดข้อก็มากพอแล้วมั้ง ผมถามพี่อ้วน-นิคมไปว่า [...]
ซื้อหัวเราะไหมครับ
กราบสวัสดีแนบตักนุ่มๆ ของท่านผู้มีอุปการะคุณทั้งหลาย วันนี้ผมมีเสียงหัวเราะมาเสนอขายกับท่าน อย่างที่รู้กันว่าในเมืองใหญ่เหมือนกรุงเทพมหานครนั้นยิ่งวันเรายิ่งได้ยินเสียงหัวเราะน้อยลง กระทั่งผมเองยังเคยคิดว่าวันหนึ่งเสียงหัวเราะจะเหมือนเลียงผาหรือหมีแพนด้าผู้น่ารักที่ต้องรณรงค์ให้ช่วยกันอนุรักษ์ก่อนที่มันจะสูญพันธุ์หายสาบสูญไปจากโลกใบนี้ อีกหน่อยใครได้ยินเสียงหัวเราะอาจต้องรีบกดอัดเก็บไว้มาขายรายการตีสิบ กลายเป็นของแปลกเหมือนเจอซากไดโนเสาร์ หรือหากคนเราหัวเราะกันน้อยลงเข้า วันหนึ่งเสียงหัวเราะอาจกลายเป็นอะไรสักอย่างในตำนานเหมือนสัตว์คอยาวที่เราเรียกมันว่า ‘เนสซี’ ที่เห็นภาพถ่ายแต่ละทีก็มีแต่มัวๆ เหมือนจะมีอยู่จริง แต่ไม่มีใครเคยเห็นจะๆ “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วคนเราเคยหัวเราะกันด้วยนะลูก” ประโยคนี้ชวนขำแต่หากเป็นจริงคงเศร้ามิใช่เล่น ทำไมคนเราจึงควรขำ? ประโยคที่ว่า “หัวเราะหนึ่งครั้งอายุยืนขึ้นหนึ่งปี” น่าจะตอบคำถามนี้ได้เป็นอย่างดีแล้ว แต่ที่โยนคำถามนี้ออกมากลางหน้ากระดาษ ผมหมายถึงว่าทำไมตัวเราเองจึงควรเป็นคนสร้างความขำให้กับคนอื่นด้วย นอกจากจ้องจะหัวเราะร่าขยับขากรรไกรโยกไปโยกมาจนน้ำตาเล็ดน้ำลายไหลกับความขำของคนอื่นอยู่ฝ่ายเดียว คุณลุง เมล เฮลลิทเซอร์ นักเขียนแนวขบขันชาวอเมริกันที่นั่งถ่างขาควบตำแหน่งอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโอไฮโอ ตอบคำถามนี้ไว้อย่างน่าสนใจ เขาบอกว่าความขำของคนนั้นนำมาซึ่งสามสิ่งสำคัญเป็นอย่างน้อย นั่นคือ 3R ข้างล่างนี้ Respect – ความนิยม Remembrance – การเป็นที่จดจำ Rewards – รางวัล เรามาว่ากันทีละอาร์ แต่รับรองว่าจะไม่ไปถึงเอ็กซ์! Respect – ความนิยม ในวงล้อมของเพื่อนๆ คนที่เรียกเสียงฮาได้บ่อยครั้งมักจะเป็นคนที่เพื่อนรักและอยากไปไหนมาไหนด้วยมากกว่าคนอื่นในกลุ่ม เพราะนอกจากจะเหมือนจูงมือพี่หม่ำไปด้วยแล้วยังเหมือนมีจิตแพทย์อยู่ข้างๆ อีกต่างหาก คนมีอารมณ์ขันนั้นช่วยให้เรามองโลกอย่างผ่อนคลาย ปรับเรื่องร้ายให้กลายเป็นตลกได้เสมอๆ คนแบบนี้ใครก็อยากอยู่ใกล้ ไม่ใช่คนที่ส่ายตาไปทางไหนก็มองเห็นแต่ปัญหาและข้อไม่ดี อยู่ใกล้แล้วโลกใบนี้ยิ่งดูหดหู่เข้าไปใหญ่ มิเพียงแค่นั้น [...]
รำลึกโบกรถ
ตื่นเพราะหมอกและเมฆเขกกะโหลก เอาหัวโขกออกซิเจนจนสดใส สูดอากาศสดชื่นไปถึงไต ขจัดภัยจากลำไส้ไปถึงพุง อ้าปากหาวดาวเกลื่อนเปื้อนท้องฟ้า เหมือนเทวดารังแคหล่นที่ปางอุ๋ง นอนนั่งนับจำนวนดาวเทียบกับยุง อย่างไหนยุ่งอย่างไหนมากไปกว่ากัน ยุงกระโดดเข้างับที่หน้าแข้ง ฟังทะแม่ง ฟังดู ช่างน่าขัน แต่ของจริงทั้งรำคาญและทั้งคัน กำลังฝันต้องตื่นขึ้นมาเกา เช้าตื่นมาน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ จนพุงโตในตลาดร้านเก่าเก่า ตุ่มยุงกัดยังมีฤทธิ์เอื้อมมือเกา ตุ่มของเราเราต้องเกาด้วยตนเอง ยื่นมือออกไปปะทะกับลมฟ้า ออกซิเจนตีหน้าจนเนื้อเด้ง ล่อมุกกันเล็กน้อยพอครื้นเครง อลเวงอลหม่านเบิกบานใจ รถกระบะบางคันหยุดล้อถาม แม่คนงามหนุ่มน้อยจะไปไหน จุดหมายพี่นั้นอยู่อีกไม่ไกล ไม่เป็นไรถ้าน้องอยากไปด้วยกัน กระโดดขึ้นนั่งหลังรถ โอ้ว ร้อนตูด อย่าให้พูดแดดเมษาใช่สวรรค์ หากจับลูกหมูมาหนึ่งตัวพลัน แดดทำมันเป็นหมูหันได้ทันที แล้วพวกเราจะไปมีอะไรเหลือ ผิวระเรื่อถูกเผาไหม้อย่างเร็วรี่ ยังดีหน่อยที่พื้นฐานหน้าตาดี จึงไม่มีปัญหาแม้ผิวเกรียม ลมตีหน้า ฟ้าตีหัว ตัวตีฝน น้ำใจไหลปะปนจนล้นเปี่ยม อิสระปะทะหน้าไม่ตระเตรียม ความรู้สึกช่างเยี่ยมเสียกระไร ท่องเที่ยวไปตามใจในไพร่ป่า พอเงยหน้าก็พบกับฟ้าใส ก้มหน้าลงเห็นต้นหญ้าอยู่ไม่ไกล แขวนดวงใจฝากไว้ในสายลม พักตับม้ามกระเพาะรวมทั้งปอด ให้ลมกอดร่างกายลูบไล้ผม ปล่อยความทุกข์ลอยไปกับสายลม ใบไม้ห่มคลุมร่างด้วยร่มเงา นั่งหย่อนก้นลงคุยกับชาวบ้าน เบิกและบานสำราญดีไม่มีเหงา ขอบคุณโลกใบนี้ที่มีพวกเรา มีเรื่องเศร้าแต่เราอยู่ด้วยกัน ยังนึกถึงวันนั้นอยู่บ่อยบ่อย [...]
Time’s up
วันนั้นอยู่ที่เชียงใหม่ น้องนัท (ที่เพิ่งเจอกัน) ยื่นโทรศัพท์ให้บอกว่ามีเพื่อนกำลังทำละครโดยได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ m&m ของเรากับเจหวาน ฟังแล้วยังตกใจ หนังสือเล่มนี้มันบันดาลใจให้คนทำละครได้ด้วยหรือ! แต่ในความตกใจก็มีความดีใจปะปนอยู่ในนั้น รับโทรศัพท์มาเป็นเสียงของเค้กที่เล่าให้ฟังคร่าวๆ ไม่ได้เล่าเรื่องราวของละคร แต่เล่าที่มา รวมถึงขอบคุณ m&m กลับมาจึงรีบโทรบอกเจหวาน ก็ดีใจกันไปอีกยก ตั้งใจกันว่าจะไปดูให้ได้ (แหม พลาดได้ไง เกิดมาชาติหนึ่งจะมีคนทำละครโดยได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือของเรา จะมากจะน้อยก็ดีใจทั้งนั้น) เห็นเค้กขอบคุณมา จึงอยากขอบคุณกลับ ขอบคุณเค้กและเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทั้งคณะพระจันทร์เสี้ยว ขอให้ละครราบรื่นและสำเร็จตามใจหวังนะครับ เห็นเค้กมาเชิญชวนไว้ในเว็บบอร์ด จึงขอนำมาบอกต่อในนี้อีกแรง เผื่อมีใครสนใจอยากไปดูด้วยคน ขอให้สนุกสนานทั้งคนดูและคนทำนะครับ ด้านล่างนี้เป็นข้อความจากเค้กครับ …………………………………………………………………………………………… พระจันทร์เสี้ยวการละคร ร่วมใจเสนอ Time’s Up (แรงบันดาลใจจาก “M&M” ของ เจหวานและนิ้วกลม) คัดสรรโดย ฟารีดา จิราพันธุ์ ร่วมแสดงโดย บูรณิจฉ์ ถิ่นจะนะ, วิชญ์พล ดิลกสัมพันธ์, อดิเดช ชัยวัฒนกุล, ผุสดี โกมาสถิตย์, สุกัญญา [...]
